Blog · Batch 06
ผลการสำรวจภูมิทัศน์ทางอารมณ์ในโซเชียลมีเดียช่วงสถานการณ์ตึงเครียดไทย-กัมพูชา #6 (4 - 20 ส.ค. 2025)
การสำรวจภูมิทัศน์ทางอารมณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ภายใต้สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาครั้งที่ 6 (Batch#6) เก็บข้อมูลในช่วงเวลาระหว่างวันที่ 4–20 สิงหาคม 2025 โดยได้รวบรวมความเห็นบนแพลตฟอร์ม X ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดจำนวน85,626 ข้อความ ซึ่งความเห็นในโลกออนไลน์ช่วงนี้เป็นช่วงที่สถานการณ์การปะทะด้วยกำลังทหารเริ่มคลี่คลายลง และเข้าสู่ช่วงมาตรการทางการทูตผ่านการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) โดยมีรายละเอียดดังนี้
Message Over Time
เหตุการณ์สำคัญในช่วงเก็บข้อมูล
- 4 ส.ค.
- เริ่มการประชุม GBC ไทย–กัมพูชา ที่ประเทศมาเลเซีย
- พบศพทหารกัมพูชาที่เน่าเปื่อยตามแนวชายแดน ก่อให้เกิดความกังวลด้านสาธารณสุขในพื้นที่
- มีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จโยงถึง ฮุน เซน บนโลกออนไลน์
- 7 ส.ค.
- การประชุม GBC มีมติ 13 ข้อ ไทย–กัมพูชาเห็นพ้องให้จัดประชุมอีกครั้งภายใน 1 เดือน หรือจัดประชุมวิสามัญเพื่อติดตามการหยุดยิง
- 8 ส.ค.
- ศบ.ทก. แต่งตั้ง “ปนัดดา วงษ์ผู้ดี” เป็นโฆษกวิสามัญ ทำหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริง และตอบโต้โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา
- 9 ส.ค.
- เกิดเหตุกองร้อยทหารราบที่ 111 ประสบเหตุเหยียบกับระเบิด ขณะปฏิบัติการลาดตระเวนในพื้นที่รอยต่อบ้านโดนเอาว์–บ้านกฤษณา จ.ศรีสะเกษ ส่งผลให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ 3 นาย
- 12 ส.ค.
- ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากกับระเบิดระหว่างลาดตระเวนใกล้ปราสาทตาเมือนธม
- กต. ประณามการใช้กับระเบิดของกัมพูชา (ครั้งที่ 4) และยื่นประท้วงต่ออนุสัญญาออตตาวาและ UN
- 15 ส.ค.
- ไทยนำคณะทูตประเทศภาคีอนุสัญญาออตตาวาเยี่ยมชมพื้นที่เก็บกู้ระเบิด ย้ำว่ากัมพูชาไม่เคารพสนธิสัญญาและอธิปไตย
- จีนสนับสนุนการเจรจาสันติภาพไทย–กัมพูชา
- สหรัฐฯ เรียกร้องให้ใช้กลไกของอาเซียนในการแก้ไขข้อพิพาท
- 16 ส.ค.
- ไทย–กัมพูชา ประชุม RBC วิสามัญ ที่ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด เห็นชอบร่วมกันใน 13 ข้อจากการประชุม GBC
- ฝ่ายไทยเสนอเพิ่มประเด็นการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังผ่านมาไม่ได้รับความร่วมมือจากกัมพูชามากนัก
- 18 ส.ค.
- กัมพูชาขอเลื่อนการประชุม RBC เป็นวันที่ 27 ส.ค.
- เกิดข่าวลือว่าทหารไทยรื้อรั้วลวดหนาม รัฐบาลปฏิเสธ ย้ำว่าจะเสริมรั้วเฉพาะในเขตอธิปไตยไทย
- เกิดข้อกล่าวหาใหม่เรื่องบ้านหนองจาน (สระแก้ว) ที่เคยเป็นค่ายผู้ลี้ภัยกัมพูชา โดยฝ่ายไทยชี้แจงว่าเป็นพื้นที่เดิมของไทยเป็นเวลานาน แต่ชุมชนกัมพูชาขยายพื้นที่จนละเมิด MOU43 แม้ไทยเคยประท้วงหลายครั้ง
- ชาวบ้านกัมพูชาประท้วงที่บ้านหนองจาน เรียกร้องให้รื้อรั้วลวดหนามพร้อมตะโกน “Don’t Thai to me” กล่าวหาว่าไทยรุกล้ำ
- 19 ส.ค.
- กต. ออกแถลงการณ์กรณีบ้านหนองจาน ย้ำไทยอยู่กันมาหลายปี แต่กัมพูชากลับมีเจตนาร้ายและรุกล้ำดินแดน
- ทหารไทยนำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนลงพื้นที่พบหลักฐานใหม่ของกับระเบิด แต่ทหารกัมพูชาขัดขวางการตรวจสอบที่ช่องอานม้า ก่อนที่ฝ่ายไทยจะยุติสถานการณ์ด้วยท่าทีลดความตึงเครียด
- หน่วยเก็บกู้ระเบิดของกองทัพเรือพบโทรศัพท์และหลักฐานการใช้กับระเบิด PMN-2 โดยกัมพูชาใกล้ภูมะเขือ
- 20 ส.ค.
- รัฐบาลไทยยืนยันพื้นที่บ้านหนองจานเป็นของไทย 100% ชี้ในอดีตไทยเคยให้ชาวเขมรใช้เป็นที่พักพิงจากสงคราม แต่กลับถูกรุกล้ำอธิปไตยไทยในปัจจุบัน
การเก็บข้อมูลครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ผลการติดตามพบว่า แม้ปริมาณกิจกรรมบนโลกออนไลน์จะอยู่ในระดับสูง แต่สถานการณ์บริเวณชายแดนกลับค่อนข้างสงบในช่วงแรก จากรายงานประจำวันของศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจเพื่อการบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) ระบุอย่างต่อเนื่องในทุกวันว่า “สถานการณ์ปกติ” และไม่มีเหตุปะทะสำคัญเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสงบทางกายภาพนี้กลับขัดแย้งอย่างชัดเจนกับสภาพในโลกออนไลน์ กล่าวคือ ความขัดแย้งได้เปลี่ยนรูปจากการปะทะในพื้นที่เป็นการต่อสู้ด้วยข้อมูล ข่าวลือ และข้อมูลเท็จ อย่างเต็มรูปแบบ พื้นที่ออนไลน์เต็มไปด้วยการกล่าวอ้างที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ทั้งประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ และประเด็นทางการเมืองของทั้งสองรัฐบาลภายหลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ซึ่งได้มีการลงนามในข้อตกลงร่วม 13 ข้อ
วันที่ 4 สิงหาคม เป็นวันแรกของการเปิดประชุม GBC ที่ประเทศมาเลเซีย แม้การเจรจาจะถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญเชิงบวก แต่ในโลกออนไลน์กลับถูกครอบงำด้วยข่าวการพบศพทหารกัมพูชาที่เน่าเปื่อยตามแนวชายแดน ซึ่งจุดประเด็นเรื่องมนุษยธรรม ขณะเดียวกันก็มีการเผยแพร่ข้อมูลเท็จที่กล่าวหาว่า ฮุน เซน มีส่วนพยายามล้มข้อตกลงหยุดยิง เมื่อคณะกรรมการ GBC ประกาศข้อตกลง 13 ข้อในวันที่ 7 สิงหาคม เรื่องเล่าในโลกออนไลน์ได้แตกออกเป็นสองแนวทาง บางส่วนมองว่าเป็นพัฒนาการสู่สันติภาพ ขณะที่อีกส่วนกลับแสดงความไม่เชื่อมั่นในความร่วมมือ และชี้ถึงความเป็นไปได้ของการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
ความตึงเครียดบนโลกออนไลน์รุนแรงขึ้นอีกครั้งในวันที่ 12 สิงหาคม หลังจากทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากกับระเบิดบริเวณปราสาทตาเมือนธม กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ประณามการใช้ทุ่นระเบิดของกัมพูชาเป็นครั้งที่สี่ และยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการอนุสัญญาออตตาวาและองค์การสหประชาชาติ เหตุการณ์นี้กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศและประเด็นด้านมนุษยธรรม ยอดบทสนทนาออนไลน์เพิ่มขึ้นอีกครั้งในวันที่ 15 สิงหาคม เมื่อประเทศมหาอำนาจเริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างชัดเจน ไทยเชิญคณะทูตจากประเทศภาคีอนุสัญญาออตตาวาเข้ามาสังเกตการณ์การเก็บกู้ทุ่นระเบิดและย้ำถึงการละเมิดสนธิสัญญาของกัมพูชา ขณะที่จีนออกแถลงสนับสนุนความพยายามปรองดอง และสหรัฐอเมริกาเรียกร้องให้อาเซียนมีบทบาทที่เข้มแข็งขึ้น การถกเถียงเรื่องอธิปไตยและพันธกรณีตามสนธิสัญญาในวันที่ 16 สิงหาคม กลายเป็นประเด็นไวรัล โดยมียอดการมีส่วนร่วมต่อข้อความสูงที่สุดในช่วงนี้
วันที่ 18 สิงหาคม ประเด็นความไม่พอใจของคนในพื้นที่กลับมาอีกครั้ง เมื่อกัมพูชาขอเลื่อนการประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (RBC) กับกองทัพภาคที่ 2 ของไทยออกไป มีข่าวลือในโลกออนไลน์ว่า ทหารไทยได้รื้อรั้วลวดหนามออกจากพื้นที่ชายแดน แต่รัฐบาลไทยออกมาปฏิเสธ พร้อมย้ำว่ามีเพียงการเสริมกำลังภายในเขตอธิปไตยของตน ขณะเดียวกันมีการชุมนุมประท้วงของชาวบ้านกัมพูชาที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว เพื่อเรียกร้องให้รื้อรั้วลวดหนามออก โดยอ้างถึงความทรงจำของค่ายผู้ลี้ภัยในอดีต วันที่ 19 สิงหาคม กองทัพไทยได้นำผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนลงพื้นที่ชายแดนเพื่อตรวจสอบหลักฐานเกี่ยวกับทุ่นระเบิดเพิ่มเติม แต่ถูกทหารกัมพูชาขัดขวางที่ช่องอานม้า ขณะที่ฝ่ายไทยเลือกใช้วิธีลดความตึงเครียด นอกจากนี้ หน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดของกองทัพเรือยังรายงานว่าพบโทรศัพท์มือถือและหลักฐานการใช้ทุ่นระเบิด PMN-2 ของกัมพูชาบริเวณภูมะเขือ ส่งผลให้การถกเถียงออนไลน์เรื่องการละเมิดสนธิสัญญาและความโปร่งใสทางทหารกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง
จนถึงวันที่ 20 สิงหาคม ปริมาณการสื่อสารออนไลน์ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้ความสนใจของสาธารณะเริ่มลดลง เรื่องเล่าบนโลกออนไลน์ได้เคลื่อนไปจากการปะทะโดยตรง สู่ความกังวลในมิติที่กว้างขึ้น เช่น ความเสี่ยงจากการใช้ทุ่นระเบิด ข้อกังวลด้านมนุษยธรรม ความน่าเชื่อถือของกลไกอาเซียน และบทบาทของมหาอำนาจในการกำหนดทิศทางของความขัดแย้ง
การติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาในโลกออนไลน์ครั้งนี้ เราพบว่าการต่อสู้ด้วยข้อมูลได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการเผชิญหน้าทางทหาร ภายในวันที่ 20 สิงหาคม เรื่องเล่าออนไลน์เผยให้เห็นทั้งความไม่ไว้วางใจสาธารณะที่ยังคงอยู่ การแพร่กระจายของข่าวลือหรือข่าวลวง และความเปราะบางของความเชื่อมั่นต่อข้อตกลงทางการทูต พลวัตเหล่านี้ตอกย้ำบทบาทสองด้านของสื่อสังคมออนไลน์ในฐานะทั้ง “สัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า” ของจุดเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรง และ “ตัวเร่งปฏิกิริยา” ที่สามารถคงความตึงเครียดของสาธารณะไว้ได้ แม้สมรภูมิจริงจะเงียบสงบก็ตาม สำหรับผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยและผู้กำหนดนโยบาย การยอมรับและทำความเข้าใจมิติทางดิจิทัลนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อออกแบบแนวทางลดความขัดแย้งและสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างยั่งยืน
ในการวิเคราะห์ข้อมูล Batch 6 พบเรื่องเล่าที่ปรากฏแบ่งออกได้เป็น 7 หัวข้อหลัก โดยมีรายละเอียดดังนี้
Emerged Topics
สื่อสังคมออนไลน์มีการพูดถึงแนวทางสันติภาพเพิ่มขึ้น แต่ยังคงถูกแวดล้อมด้วยความไม่ไว้วางใจและความกลัว ซึ่งขับเคลื่อนด้วยการต่อรองทางการเมือง การอ้างสิทธิ์ด้านอธิปไตย และความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคีผ่านกลไกสันติภาพ การทำความเข้าใจพลวัตเช่นนี้จึงสำคัญต่อการพัฒนาแนวทางสันติภาพดิจิทัล เพื่อลดการปะทะทางข้อมูลและสร้างความไว้วางใจระหว่างสังคมทั้งสองฝ่ายในระยะยาว โดยมีรายละเอียดแต่ละหัวข้อดังนี้
หัวข้อ Peacebuilding ปรากฏเด่นชัดในช่วงหลังการประชุม GBC โดยมีการพูดถึงการใช้แนวทางสันติวิธีและมาตรการทางการทูตนำทหาร แฮชแท็กยอดนิยมอย่าง #CeaseFire และ #CrimesAgainstHumanity ถูกใช้เพื่อเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยุติความรุนแรงและเคารพข้อตกลงหยุดยิง การเจรจาถูกมองว่าเป็นสัญญาณบวก แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มาพร้อมความสงสัยต่อความจริงใจของผู้นำทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นจุดร่วมสำคัญในสังคมออนไลน์ช่วงนี้
ต่อมาเป็นหัวข้อ Situation Updates มีลักษณะเป็นการรายงานข้อมูลเชิงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประชุม GBC และ RBC รวมถึงข่าวสารด้านความมั่นคง เช่น การเสริมรั้วลวดหนาม การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการสังเกตการณ์โดยผู้แทนจากอาเซียน เนื้อหากลุ่มนี้มีความพยายามรักษาน้ำเสียงกลาง ๆ แต่ก็แฝงด้วยความกังวลต่อความโปร่งใสของการดำเนินงานระหว่างประเทศ
หัวข้อ Alleging that Cambodia attacked civilians สะท้อนความไม่ไว้วางใจเชิงลึกที่ยังคงดำรงอยู่ ผู้ใช้จำนวนมากกล่าวหาว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อนและละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยเฉพาะประเด็นการใช้กับระเบิดในพื้นที่รอบปราสาทตาเมือนธม ซึ่งถูกมองว่าเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ความเห็นในกลุ่มนี้มักมีอารมณ์โกรธและการใช้ถ้อยคำที่โน้มเอียงไปทางกล่าวโทษ สะท้อนการสร้างภาพ “ผู้กระทำผิด” ที่ขยายต่อในสื่ออื่นอย่างรวดเร็ว
ในหัวข้อ Domestic Politics กลับมาปรากฏเด่นชัดอีกครั้งในข้อมูลช่วงนี้ เนื่องจากความขัดแย้งชายแดนถูกเชื่อมโยงเข้ากับการเมืองภายในประเทศอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของกลุ่มชาตินิยมและฝ่ายค้านที่เรียกร้องให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ MOU43–44 ซึ่งถูกมองว่าเป็น “โซ่ตรวน” ที่ผูกมัดไทยไว้กับความเสียเปรียบ ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลนำโดยพรรคเพื่อไทยออกมาสนับสนุนข้อตกลงเหล่านี้ว่าเป็นกลไกสันติภาพเพียงไม่กี่อย่างที่ยังคงยึดโยงทั้งสองประเทศไว้กับการเจรจา นอกจากนี้ ช่วงเวลาดังกล่าวยังเกิดเหตุสำคัญทางการเมืองภายใน คือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อคดีมาตรฐานทางจริยธรรมของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ซึ่งถูกหยิบยกมาใช้ในโลกออนไลน์เพื่อขยายกรอบการวิพากษ์ผู้นำและความชอบธรรมของรัฐบาล
หัวข้อ Life and Humanity พบในสัดส่วนต่อมา ซึ่งมุ่งไปที่ผลกระทบต่อชีวิตผู้คนในพื้นที่ชายแดน เช่น ปัญหาแรงงาน การค้าชายแดน และเศรษฐกิจท้องถิ่น การพูดถึงในหมวดนี้สะท้อนมุมมองที่เป็นมนุษย์มากขึ้น
หัวข้อ General News เป็นการพูดคุยทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับชายแดน เช่น นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท การเจรจาภาษี Reciprocal Tariffs ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงข่าวดารา ศิลปินต่างๆ ซึ่งสะท้อนการผ่อนคลายของสาธารณะบางส่วนหลังช่วงความตึงเครียดสูงสุดในเดือนกรกฎาคม
สุดท้าย หัวข้อ Patriotic and Heroic Mobilization แม้จะมีสัดส่วนต่ำที่สุด แต่ยังคงเป็นพื้นที่ของการให้กำลังใจทหารและผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมแสดงความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ ซึ่งต่างจากช่วงก่อนหน้าที่มีการใช้ถ้อยคำชาตินิยมอย่างรุนแรงมากกว่า
ภาพรวมของหัวข้อที่ปรากฏในช่วงวันที่ 4–20 สิงหาคม 2025 แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งไทย–กัมพูชาได้เคลื่อนตัวเข้าสู่สนามการต่อรองเพื่อช่วงชิงความหมาย กล่าวคือ การพูดถึงสันติภาพ การกล่าวหา การอ้างอธิปไตย และการถกเถียงทางการเมืองภายในประเทศ ต่างสะท้อนให้เห็นว่าความรุนแรงไม่ได้หายไป แต่เปลี่ยนรูปเป็นการช่วงชิงพื้นที่ของเรื่องเล่า (narratives) เพื่อกำหนดว่าความจริงคืออะไร และใครคือ “ผู้กระทำผิด” การเพิ่มขึ้นของหัวข้อ Peacebuilding ไม่ได้หมายถึงการคลี่คลายของอารมณ์สาธารณะเสมอไป หากแต่สะท้อนการหันมาใช้ “ภาษาของสันติภาพ” เพื่อแย่งชิงความชอบธรรมในเชิงการเมืองและระหว่างประเทศ ในขณะเดียวกัน ประเด็น Domestic Politics และ Alleging that Cambodia attacked civilians ชี้ให้เห็นการสอดประสานระหว่างอารมณ์ชาตินิยมกับกลยุทธ์ทางการเมืองภายในที่ใช้ความขัดแย้งภายนอกเป็นเครื่องมือปลุกกระแสความรู้สึกเป็นชาติ การวิเคราะห์ในช่วงนี้จึงเปิดให้เห็นว่าความขัดแย้งไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอาวุธ แต่ด้วย “เรื่องเล่า” ที่มีพลังในการสร้างหรือบั่นทอนสันติภาพได้พอ ๆ กัน และนี่คือสิ่งที่กลไกสันติภาพยุคใหม่จำเป็นต้องเข้าใจว่าอารมณ์ ความกลัว และเรื่องเล่าทางดิจิทัล คือแนวรบใหม่ของความมั่นคงในภูมิภาค
Sentiment Distribution
การวิเคราะห์อารมณ์ (Sentiment Analysis) ในช่วงวันที่ 4–20 สิงหาคม 2025 แสดงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านจากความโกรธที่วนเวียนอยู่กับเนื้อหาที่เกี่ยวกับการต่อสู้ ปะทะในพื้นที่ทางกายภาพ ไปสู่อารมณ์ความรู้สึกของความไม่ไว้วางใจผ่านเรื่องเล่าชาตินิยมและกระบวนการทางการทูต ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของความตึงเครียดที่ดำรงอยู่บนสนามของข้อมูล มากกว่าบนแนวชายแดนจริง ผลการติดตามพบว่าอารมณ์ Negative ยังคงมีสัดส่วนสูงถึง 49.21% ขณะที่ Neutral อยู่ที่ 44.61% และ Positive เพียง 6.18% ตอกย้ำให้เห็นว่าความรู้สึกไม่ไว้วางใจ โกรธ และไม่พอใจต่อสถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นแรงขับสำคัญของการสื่อสารออนไลน์ แม้จะเป็นช่วงที่เหตุปะทะจริงจะลดลงอย่างมาก
อารมณ์ Negative ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับการกล่าวหาว่ากัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง การใช้กับระเบิดในพื้นที่ชายแดน และความไม่พอใจต่อรัฐบาลไทยที่ถูกมองว่าอ่อนแอหรือประนีประนอมเกินไปในการเจรจา ข้อความจำนวนมากสะท้อนความโกรธในเชิงปกป้องอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติ ซึ่งมักขยายต่อด้วยโทนประชด เสียดสี หรือการใช้ถ้อยคำที่โน้มเอียงไปสู่ hate speech
อารมณ์ Neutral ปรากฏในโพสต์ที่รายงานข้อมูล ข้อเท็จจริง หรือสรุปเนื้อหาการประชุม GBC และ RBC โดยไม่แสดงความเห็นส่วนตัวมากนัก แต่ยังสะท้อนความระมัดระวังของผู้ใช้ที่ต้องการติดตามสถานการณ์มากกว่ามีส่วนร่วมในการสร้างความคิดเห็น
ส่วนอารมณ์ Positive แม้มีสัดส่วนต่ำ แต่ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับข้อความที่แสดงความหวังต่อกระบวนการสันติภาพ การให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ภาคสนาม หรือการสนับสนุนแนวทางทูตนำทหาร อย่างไรก็ตาม อารมณ์เชิงบวกเหล่านี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่มั่นใจและความกลัวว่าจะเกิดการปะทะอีกครั้ง
Sentiment Distribution by Topic
เมื่อวิเคราะห์อารมณ์ (sentiment) คู่กับหัวข้อที่ปรากฏขึ้น (emerged topics) ในช่วงวันที่ 4–20 สิงหาคม 2025 จะเห็นได้ว่าความรู้สึกที่สะท้อนผ่านการสื่อสารออนไลน์มีลักษณะหลากหลายและสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับลักษณะของแต่ละประเด็น โดยเฉพาะระหว่างเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและการเมือง ซึ่งมักถูกครอบงำด้วยอารมณ์เชิงลบ
หัวข้อ Alleging that Cambodia attacked civilians มีสัดส่วนอารมณ์ Negative สูงที่สุดถึง 84.60% แสดงถึงการดำรงอยู่ของความโกรธ ความไม่ไว้วางใจ และการมองอีกฝ่ายเป็นศัตรูหรือผู้ละเมิด กล่าวคือ การกล่าวหาว่ากัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหรือใช้กับระเบิดยังคงเป็นประเด็นหลักที่สร้างความตึงเครียดต่อเนื่อง ข้อความเหล่านี้มักสะท้อนท่าทีของผู้ใช้ที่เชื่อว่าความรุนแรงมาจากอีกฝ่าย และต้องตอบโต้ด้วยมาตรการที่แข็งกร้าวกว่าเดิม
หัวข้อ Life and Humanity และ Domestic Politics มีอารมณ์ Negative ในระดับใกล้เคียงกัน (53.67% และ 51.90%) โดยเฉพาะในประเด็นแรงงานชายแดนและเศรษฐกิจท้องถิ่นในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ส่วนในประเด็นการเมืองภายใน ความโกรธและความผิดหวังถูกใช้เพื่อวิพากษ์ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ซึ่งต่างพยายามใช้ความขัดแย้งชายแดนเป็นเครื่องมือทางการเมือง ขณะที่สัดส่วนอารมณ์ Neutral และ Positive ในสองหัวข้อนี้ยังสะท้อนความพยายามของบางกลุ่มในการเรียกร้องให้หันกลับมามองผลประโยชน์ของประชาชนมากกว่าความขัดแย้งทางการเมือง
หัวข้อ Peacebuilding และ Situation Updates มีลักษณะใกล้เคียงกัน โดยมีอารมณ์ Neutral นำ (52.79% และ 54.64% ตามลำดับ) สะท้อนถึงพื้นที่ของการรายงานข่าว สถานการณ์ การอ้างอิงแถลงการณ์ และการสื่อสารที่นำโดยข้อมูล แต่ในขณะเดียวกันอารมณ์ Negative ก็ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่า 40% ซึ่งบ่งบอกว่าความไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการสันติภาพและการเจรจายังไม่คลายลงอย่างแท้จริง
ส่วนหัวข้อ General News มีความสมดุลของอารมณ์แตกต่างจากกลุ่มอื่น โดยมีอารมณ์ Positive สูงถึง 26.49% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข่าวทั่วไปหรือนโยบายภายในประเทศ เช่น โครงการรถไฟฟ้า 20 บาท หรือข่าวบันเทิง เนื้อหาประเภทนี้ช่วยลดความเข้มข้นของความขัดแย้งทางอารมณ์ในพื้นที่ออนไลน์
ในทางตรงข้าม หัวข้อ Patriotic and Heroic Mobilization แม้จะมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยในภาพรวม แต่มีอารมณ์ Positive สูงเป็นอันดับสอง (20.75%) และอารมณ์ Negative ต่ำสุด (8.04%) เนื้อหาในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นการให้กำลังใจทหาร สนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบ และเน้นความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งสะท้อนพลังของความรู้สึกภาคภูมิใจและความเป็นหนึ่งเดียวของชาติในยามวิกฤต
โดยสรุปแล้วแม้เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสันติภาพเริ่มมีพื้นที่มากขึ้น แต่อารมณ์เชิงลบยังคงมีอิทธิพลสูง โดยเฉพาะในหัวข้อที่เชื่อมโยงกับความมั่นคงและการเมือง การสร้างพื้นที่สนทนาที่เปิดกว้างจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการคลี่คลายอารมณ์สาธารณะและเสริมความไว้วางใจในกระบวนการสันติภาพดิจิทัล
Hate Speech Distribution
- TYPE 1
- Cursing with vulgar words, insulting intelligence, and creating otherness
- TYPE 2
- Doxing and harassment, and intimidation
- TYPE 3
- Stereotyping, labeling, devaluing, dehumanizing, and demonizing
- TYPE 4
- Discrimination
- TYPE 5
- Incitement, glorification, support, legitimization, and representation of violence
จากการวิเคราะห์ Hate Speech สะท้อนว่าความเข้มข้นของความเกลียดชังในบทสนทนาออนไลน์ยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ช่วงของการใช้มาตรการทางการทูตนำทหาร ผ่านการประชุม GBC และ RBC รวมไปถึงการลงนามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 สัดส่วนของ Hate Speech โดยรวมกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนการปะทะด้วยอาวุธ โดยประเภทที่ 1 มีสัดส่วนสูงที่สุด 65.05% ของข้อความเชิงลบทั้งหมด ซึ่งบ่งชี้ถึงการหวนกลับไปสู่รูปแบบการแสดงความเกลียดชังในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้คำดูถูกเหยียดหยามอย่าง “โง่” หรือ “ปั้นเรื่องโกหก” ที่ขับเคลื่อนด้วยความโกรธและความไม่พอใจซึ่งยังไม่ได้รับการคลี่คลายระหว่างทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ยังพบว่าในบริบทการเมืองไทย มีการใช้ความขัดแย้งนี้เป็นเครื่องมือในการโจมตีรัฐบาล แสดงความไม่พอใจต่อการจัดการสถานการณ์และการเจรจา พร้อมกล่าวหาว่ารัฐบาล “ทรยศชาติ” หรือ “อ่อนแอ” ด้วย
ประเภทที่ 3 ซึ่งมีลักษณะของการเหมารวมเชิงชาติพันธุ์ การตีตรา และลดทอนคุณค่า พบเป็นสัดส่วนรองลงมา 28.24% สะท้อนถึงอคติฝังลึกระหว่างสองชาติ ตัวอย่างถ้อยคำเช่น “เนรคุณ” “ไร้ยางอาย” รวมถึงข้อกล่าวหาว่า “หลอกลวง” “ละเมิดข้อตกลง” “ไร้มนุษยธรรม” และ “ไม่จริงใจ” ต่อการฟื้นฟูสันติภาพ
ประเภทที่ 4 และ 5 พบ 4.09% และ 1.00% ตามลำดับ สะท้อนการลดลงของการเรียกร้องให้เลือกปฏิบัติ แต่ยังคงมีการเรียกร้องและสนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงโดยตรงอยู่ ขณะที่ประเภทที่ 2 พบ 1.62% เพิ่มขึ้นจากระยะก่อนหน้าเล็กน้อย ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับข่าวลือเรื่อง “สายลับ” “คนทรยศ” และความพยายามเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ถูกมองว่าเป็น “บุคคลต้องสงสัย”
โดยสรุป รูปแบบของ Hate Speech ในระยะนี้แสดงให้เห็นว่าความเกลียดชังออนไลน์ไม่ได้ลดลงตามการคลี่คลายของความขัดแย้งในโลกจริง ตรงกันข้าม กลับยังคงดำรงอยู่เป็นอารมณ์ตกค้างของสังคม ร่วมกับเรื่องเล่าที่แสดงอคติที่ฝังลึก ซึ่งภาวะความเป็นปฏิปักษ์เช่นนี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงในระยะยาวต่อกระบวนการสร้างสันติภาพ และบั่นทอนความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อการแก้ไขความขัดแย้งด้วยวิถีที่ไม่ใช้ความรุนแรง