Blog · Batch 04
ผลการสำรวจภูมิทัศน์ทางอารมณ์ในโซเชียลมีเดียช่วงสถานการณ์ตึงเครียดไทย-กัมพูชา #4 (10 - 23 ก.ค. 2025)
การสำรวจภูมิทัศน์ทางอารมณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ภายใต้สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาครั้งที่ 4 (Batch#4) เก็บข้อมูลในช่วงเวลาระหว่างวันที่ 10-23 กรกฎาคม 2025 โดยได้รวบรวมความเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ทั้งหมดจำนวน28,298 ข้อความจากแพลตฟอร์ม X โดยการเก็บข้อมูลในช่วงนี้มุ่งเน้นไปที่การติดตามปฏิกิริยาและเรื่องเล่าที่สะท้อนอารมณ์ สถานการณ์ และการตอบสนองของภาคส่วนต่าง ๆ ต่อเหตุการณ์ชายแดนที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
Message Over Time
เหตุการณ์สำคัญในช่วงเก็บข้อมูล
- 13 ก.ค.
- “ฮุน เซน” โพสต์อ้างไทยยอมรับแผนที่ 1:200,000 ตาม MOU 2543 พร้อมปลุกใจประชาชนร้องเพลงโชว์กองทัพ ขณะที่หญิงชาวกัมพูชาละเมิดข้อห้ามถ่ายภาพโชว์ธงชาติในปราสาทตาเมือนธม
- ภาคประชาชนไทยเคลื่อนไหว กลุ่มการเมืองเรียกร้องรัฐบาลเอาจริงข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา
- “กันจอมพลัง” เริ่มไลฟ์ “ล่าแม่มด” โจมตีขอทานชาวเขมรในไทย
- 14 ก.ค.
- “ฮุน มาเนต” ประกาศเงื่อนไข 3 ข้อในการกลับมาเปิดด่านผ่านแดน ประกอบด้วย ไทยต้องกลับมาเปิดด่านและยืนยันว่าจะไม่ปิดด่านอีก ด่านผ่านแดนทั้งหมดต้องเปิดโดยไม่มีข้อยกเว้น และด่านผ่านแดนต้องเปิดเวลา 06.00–22.00 น.
- ฝ่ายไทยเกิดเหตุอดีตอาสาสมัครทหารพรานชาวไทยบุกต่อยทหารกัมพูชาที่ปราสาทตาเมือนธม
- โซเชียลมีเดียเกิดกระแสวิจารณ์ไทยเคยปล่อยให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนวรรณกรรมไทยกับยูเนสโกตั้งแต่ปี 2551
- 15 ก.ค.
- กัมพูชาเตรียมเพิ่มงบกลาโหมและบังคับเกณฑ์ทหารปีหน้า
- เกิดเหตุวุ่นที่ปราสาทตาเมือนธมต่อเนื่อง ทั้งกรณีชาวกัมพูชาปวนทหารไทยและกรณีนักท่องเที่ยวหญิงต่อว่าทหารไทย
- กองทัพบกไทยเผย กัมพูชาละเมิดข้อตกลงซาซาก ล่าสุดคือการสร้างกระเช้าและบันไดขึ้นภูมะเขือ
- มาริษ เสงี่ยมพงษ์ เตรียมเชิญกัมพูชาประชุม JBC กันยายนนี้ ย้ำไม่ตอบโต้ผ่านโซเชียลฯ
- รมช.กลาโหม ปฏิเสธข่าวเตรียมสร้างรั้วชายแดน
- ก.วัฒนธรรมไทยชี้แจงข่าวกัมพูชาขึ้นทะเบียน “วรรณกรรมไทย 22 เรื่อง” กับยูเนสโกว่า “ไม่เป็นความจริง” พร้อมอธิบายแนวคิดวัฒนธรรมร่วมในภูมิภาค
- 16 ก.ค.
- มทภ.2 เผย กำลังพลเหยียบกับระเบิดขณะออกลาดตระเวณบริเวณเนิน 481 บาดเจ็บ 3 นาย อาการปลอดภัย
- 17 ก.ค.
- มทภ.2 ส่งหน่วยเก็บกู้เก็บหลักฐานและผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์วัตถุระเบิดว่าเป็นของเก่าหรือใหม่ คาด 3 วันรู้ผล
- ทักษิณ ชินวัตร ได้วิพากษ์วิจารณ์ผู้นำกัมพูชาว่าไร้จริยธรรม
- 19 ก.ค.
- มทภ.2 แถลงพบการวางทุ่นใหม่ 8 จุดในเขตแดนไทย ซึ่งละเมิดอนุสัญญาออตตาวา แม้ฝ่ายกัมพูชาจะปฏิเสธผ่านหนังสือทางการ ยืนยันยึดหลักมนุษยธรรม
- ไทยเตรียมรายงานข้อเท็จจริงสู่กองทัพบกและรัฐบาล เพื่อดำเนินการประท้วงต่อ UN
- เพจ “Army Military Force – สำรอง” เผยคลิปทหารกัมพูชาถือทุ่น TM-57 เตรียมฝังใกล้ชายแดน ซึ่งเคยปรากฏในโซเชียลกัมพูชาก่อนถูกลบ
- 20 ก.ค.
- กัมพูชาเผย มีภาพในโซเชียลมีเดียไทยว่า ทหารไทยเป็นคนวางทุ่นระเบิดเอง แนะนำถ้าไทยอยากฟ้องกัมพูชาต่อยูเอ็น ให้ฟ้องศาลโลกหรือ ICJ เพราะเป็นศาลยูเอ็น
- 22 ก.ค.
- กต.กัมพูชาออกแถลงการณ์ปฏิเสธข้อกล่าวหาใช้ทุ่นระเบิด ชี้ไม่มีมูลและไร้หลักฐาน
- ทบ.ไทยเชิญผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศเข้ารับฟังการชี้แจง ยืนยันพบการวางทุ่นใหม่ในเขตไทย ฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวา
- รังสิมันต์ โรม โจมตีรัฐบาลไทยล่าช้า ฮุน มาเนต เตือนไทยอย่าบิดเบือน กล่าวหากัมพูชา ชี้ไม่ใช่วิถีของประเทศที่มีคุณธรรม
- ครม.ไทยเห็นชอบผ่อนผันแรงงานกัมพูชาที่ใช้ Border Pass ให้อยู่ทำงานต่อในไทยได้อีก 6 เดือน
- แอร์เอเชียกัมพูชาออกแถลงโต้โลกอแบบการบินไทย ระบุความคล้ายเป็นเรื่องบังเอิญ อัตลักษณ์สะท้อนวัฒนธรรมกัมพูชา
- 23 ก.ค.
- ทหารไทย 5 นาย ได้รับบาดเจ็บจากกับระเบิดกัมพูชาในพื้นที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี หนึ่งในนั้นถูกตัดขาขวา
- กองทัพบกประกาศปิดด่านชายแดน 4 แห่ง และปิดถาวร 2 แห่ง ได้แก่ ตาเมือนธม และตาควาย พร้อมยกระดับกำลังในพื้นที่เป็น “เตรียมรบ”
- ไทยลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาลงสู่ระดับต่ำที่สุด โดยเรียกตัวเอกอัครราชทูตไทยกลับจากกัมพูชา และขับเอกอัครราชทูตกัมพูชากลับประเทศ เพื่อตอบโต้เหตุระเบิด
- ขณะเดียวกันกัมพูชาก็เรียกเจ้าหน้าที่การทูตกลับจากไทยเช่นกัน
ช่วงวันที่ 10–23 กรกฎาคม 2025 เป็นห้วงเวลาที่ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาทวีความเข้มข้นทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และในพื้นที่ออนไลน์ โดยเฉพาะในสื่อสังคมออนไลน์ที่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ของการติดต่อสื่อสาร หากแต่เป็นเวทีที่เร่งเร้าและขับเคลื่อนอารมณ์ของผู้คนต่อสถานการณ์อย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจากการเก็บและวิเคราะห์บทสนทนาออนไลน์ชี้ให้เห็นถึงเรื่องเล่าและปฏิกิริยาอารมณ์ในลักษณะคลื่นที่ขยับขึ้น–ลงตามเหตุการณ์สำคัญในแต่ละวัน ดังนี้
ในช่วงต้นของไทม์ไลน์ (10–13 กรกฎาคม) ปริมาณข้อความเฉลี่ยต่อวันอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรวม โดยเฉพาะในวันที่ 12 กรกฎาคม ซึ่งมีจำนวนข้อความต่ำที่สุดเพียง 1,103 ข้อความ แสดงถึงภาวะก่อนการปะทุของความตึงเครียดอย่างเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม บทสนทนาออนไลน์เริ่มเปลี่ยนทิศทางในวันที่ 14 กรกฎาคม (1,867 ข้อความ) ซึ่งแม้ยังไม่มีเหตุการณ์ชายแดนรุนแรงเกิดขึ้นโดยตรง แต่มีสัญญาณของการ “สะสมความคุกรุ่น” ในหมู่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่เริ่มแสดงความไม่พอใจต่อความนิ่งเฉยหรือไม่ชัดเจนของรัฐบาลในการสื่อสารเกี่ยวกับสถานการณ์ การวิพากษ์สื่อมวลชนที่รายงานอย่างคลุมเครือ และการแชร์คลิป-ภาพกิจกรรมของฝ่ายกัมพูชาก็เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในวันดังกล่าว
จุดเปลี่ยนที่สำคัญของสถานการณ์ออนไลน์เกิดขึ้นในวันที่ 15 กรกฎาคม โดยยอดข้อความพุ่งสูงขึ้นเป็น 2,791 ข้อความ ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับชุดเหตุการณ์ที่สร้างแรงกระเพื่อมทางอารมณ์ในหลายมิติ ทั้งจากการที่รัฐบาลไทยยังคงแสดงท่าทีระมัดระวัง โดยโฆษกฝ่ายความมั่นคงยืนยันว่า “ไม่ตอบโต้ทางโซเชียล” และสถานการณ์ชายแดน “ยังเหมือนเดิม” ซึ่งถูกตีความโดยผู้ใช้งานออนไลน์จำนวนมากว่าเป็นการเพิกเฉยต่อการยั่วยุของกัมพูชา กระแสความไม่พอใจต่อรัฐบาลเริ่มขยายตัว โดยมีคำเรียกร้องให้ “ลุกขึ้นสู้” หรือ “ตอบโต้กลับอย่างเด็ดขาด” ขณะเดียวกัน ก็เกิดเหตุวุ่นวายบริเวณปราสาทตาเมือนธม โดยเฉพาะกรณีที่มีหญิงชาวกัมพูชาต่อว่าทหารไทยอย่างเปิดเผย และมีข่าวลือในโซเชียลมีเดียภายหลังว่าเป็น “หลานของอดีตกษัตริย์สีหนุ” ได้จุดประกายการถกเถียงเรื่องศักดิ์ศรีชาติและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมขึ้นในวงกว้าง โลกออนไลน์ไทยสะท้อนความโกรธและความรู้สึก “ถูกย่ำยี” ทั้งในเชิงการเมือง วัฒนธรรม และอธิปไตย รวมทั้งมีข่าวลือกรณีที่กัมพูชาเสนอขึ้นทะเบียนวรรณกรรมไทยกับยูเนสโก ก็ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกว่าฝ่ายไทยถูกคุกคามในเชิงสัญลักษณ์อย่างต่อเนื่อง กระแสเหล่านี้กลายเป็นแรงสะสมที่ปะทุออกมาในรูปแบบของถ้อยคำรุนแรง การตั้งคำถามต่อบทบาทของรัฐบาล และการเรียกร้องให้ดำเนินการตอบโต้เชิงนโยบายหรือเชิงสัญลักษณ์อย่างชัดเจน
จากวันที่ 16–22 กรกฎาคม ปริมาณข้อความรายวันยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในวันที่ 20–22 กรกฎาคม ซึ่งปรากฏข่าวว่าทางการกัมพูชามีท่าทีแข็งกร้าวต่อไทยในเวทีระหว่างประเทศ และฝ่ายไทยมีการแถลงข่าวชี้แจงในลักษณะที่พยายามลดระดับความตึงเครียด ขณะเดียวกัน ภาคประชาชนในโลกออนไลน์กลับวิพากษ์ท่าทีนี้ว่า “อ่อนแอ” หรือ “ไร้จุดยืน” นำไปสู่การสร้างแรงกดดันทางสังคมให้รัฐต้องดำเนินการบางอย่างที่มากกว่าแนวทางสันติภาพ
พีคสูงสุดของปริมาณข้อความในช่วงเวลาการศึกษานี้เกิดขึ้นในวันที่ 23 กรกฎาคม โดยมียอดข้อความสูงถึง 3,633 ข้อความ ซึ่งสะท้อนระดับความตึงเครียดที่รุนแรงทั้งในเชิงอารมณ์และสถานการณ์ เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในวันเดียวกันมีทั้งในมิติความมั่นคง การทูต และการสื่อสารสาธารณะ โดยเฉพาะกรณีการบาดเจ็บของทหารไทยจำนวน 5 นายจากเหตุระเบิดทุ่นในพื้นที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีหนึ่งรายได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้องสูญเสียขา เหตุการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยอย่างร้ายแรงและเป็นจุดตัดของความอดทนในหมู่ประชาชน ส่งผลให้กองทัพไทยออกมาตรการตอบโต้ทันทีผ่านการปิดด่านชายแดน 4 แห่งแบบไม่มีกำหนด พร้อมยกระดับกำลังพลเข้าสู่สถานะเตรียมพร้อมรบ
ในเวลาไล่เลี่ยกัน รัฐบาลไทยได้ดำเนินการตอบโต้ในเชิงการทูต โดยลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาลงสู่ “ระดับต่ำที่สุด” กล่าวคือ มีการประกาศเรียกตัวเอกอัครราชทูตไทยกลับจากกัมพูชา และเตรียมการขับเอกอัครราชทูตกัมพูชาออกจากไทย ซึ่งนำไปสู่การตอบโต้กลับจากรัฐบาลกัมพูชาในลักษณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทที่กัมพูชาเพิ่งแถลงในเวทีระหว่างประเทศ กล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายรุกรานในข้อพิพาทเขตแดน
นอกจากนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดแถลงข่าวเกี่ยวกับการดำเนินคดีต่อผู้เผยแพร่ “ข่าวปลอม” เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาในโลกออนไลน์ โดยเน้นย้ำว่าเนื้อหาที่บิดเบือนมีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ การแถลงนี้กลับจุดชนวนให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ผู้ใช้งานจำนวนมากแสดงความไม่พอใจต่อท่าทีของรัฐที่ถูกมองว่าใช้ “ข่าวปลอม” เป็นข้ออ้างในการควบคุมเสรีภาพการแสดงออก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประชาชนจำนวนมากต้องการให้รัฐบาลดำเนินการที่ “แข็งแรง” และ “เท่าทัน” ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความรู้สึกโกรธ ผิดหวัง และไม่ไว้วางใจ ปรากฏอย่างชัดเจนในโลกออนไลน์
ในการวิเคราะห์ข้อมูล Batch 4 พบว่าเรื่องเล่าที่ปรากฏยังคงแบ่งออกได้เป็น 10 หัวข้อหลัก เช่นเดียวกับใน Batch ก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนความต่อเนื่องของประเด็นหลักที่ยังคงเป็นแกนกลางของการถกเถียงในพื้นที่ออนไลน์ โดยมีรายละเอียดดังนี้
Emerged Topics
หัวข้อ Life and Humanity ยังคงเป็นประเด็นหลักที่ได้รับความสนใจสูงที่สุด โดยปรากฏในสัดส่วน 36.1% ของข้อความทั้งหมด สะท้อนถึงการที่ผู้ใช้งานจำนวนมากยังคงพูดถึงผลกระทบที่มีต่อผู้คนในพื้นที่ การดำรงชีวิตของประชาชน หรือมิติด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเหตุการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย–กัมพูชาดูเหมือนจะเริ่มคลี่คลายลงแล้วก็ตาม
ขณะเดียวกัน หัวข้อ Militarization ปรากฏเป็นลำดับถัดมา คิดเป็น 19.68% ของข้อความ สะท้อนถึงการพูดถึงบทบาทของกองทัพและการเคลื่อนไหวเชิงทหารที่ยังคงเป็นจุดสนใจในพื้นที่ชายแดนหรือในระดับนโยบาย
หัวข้อ Domestic Politics ปรากฏในสัดส่วน 15.82% แสดงให้เห็นว่าการอภิปรายภายในประเทศเกี่ยวกับการจัดการสถานการณ์ชายแดนยังคงดำเนินต่อไป และกลายเป็นพื้นที่สำหรับวิพากษ์วิจารณ์การเมืองโดยรวม
นอกจากนี้ หัวข้อ Sovereignty and Territorial ยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยคิดเป็น 11.43% สะท้อนถึงความต่อเนื่องของการถกเถียงเกี่ยวกับสิทธิในพื้นที่ชายแดน การอ้างสิทธิเชิงดินแดน และอธิปไตยของชาติ ซึ่งยังคงปรากฏอยู่ในเรื่องเล่าออนไลน์
เมื่อพิจารณาวิเคราะห์หัวข้อย่อย (Sub-Topics Analysis) ของทั้ง 10 หัวข้อหลัก พบว่าพื้นที่ออนไลน์ในช่วงเวลานี้เป็นพื้นที่ของการแข่งขันกันของเรื่องเล่าอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับความเป็นไทยถูกรื้อและประกอบขึ้นใหม่ผ่านการปะทะของความทรงจำ อารมณ์ และจินตนาการทางการเมือง โดยมีชายแดนเป็นเครื่องมือ และมีความขัดแย้งภายในประเทศเป็นหัวใจ กล่าวคือ ในช่วงเวลาที่เก็บข้อมูล พื้นที่ออนไลน์กลายเป็นพื้นที่เร่งปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่ลุกลามจากข้อขัดแย้งระหว่างรัฐไปสู่การปะทะกันของเรื่องเล่าและการเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเด็นชายแดนถูกใช้เป็นเครื่องมือในการชี้วัดความ “รักชาติ” หรือ “ขายชาติ” บทบาทของขั้วการเมืองภายใน เช่น “ทักษิณ” “แพทองธาร” เป็นตัวแสดงหลักในสนามความขัดแย้ง ผ่านการผลิตซ้ำภาพศัตรูทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งช่วยเสริมสร้างสมการอารมณ์แบบ “เรา–เขา” (Us–Them) ที่หยาบขึ้นเรื่อย ๆ
แม้สถานการณ์ชายแดนจะเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤต แต่ sub-topics ที่กระจายตัวในหัวข้อ Domestic Politics และ Identity and Culture กลับแสดงให้เห็นว่าพลวัตของความขัดแย้งไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ภายนอกเพียงลำพัง หากแต่ดำรงอยู่ท่ามกลางโครงสร้างของความไม่ไว้วางใจต่ออำนาจรัฐและความไม่แน่นอนของการเมืองไทยเอง การกล่าวหาเรื่อง “ไส้ศึก” หรือ “ไม่จงรักภักดี” ที่ปรากฏซ้ำ ๆ ไม่ได้เป็นเพียงการระบายความโกรธ แต่เป็นกระบวนการสร้างความชอบธรรมใหม่ให้กับอารมณ์ชาตินิยมแบบกีดกัน (exclusionary nationalism)
เช่นเดียวกับบทบาทของเนื้อหาที่ตอบโต้กันผ่านหัวข้อ Retaliatory Measures ที่กำลังชี้ให้เห็นถึงการเลื่อนไหลของอารมณ์จากความไม่พอใจสู่การเรียกร้องให้ตอบโต้ด้วยการปิดด่าน ยกเลิกความร่วมมือ หรือแม้แต่ยินยอมให้ใช้ความรุนแรงในระดับหนึ่ง กลายเป็นการ legitimize การกระทำในนามของการ “ปกป้องชาติ”
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความเข้มข้นของอารมณ์และเสียงเรียกร้องให้ใช้มาตรการแข็งกร้าว ก็ยังปรากฏความพยายามในการทวนกระแสดังกล่าวในหัวข้อ Peacebuilding และ Legal Mechanisms ซึ่งแม้จะมีปริมาณไม่มาก แต่กลับสะท้อนว่ามีประชาชนบางส่วนที่ยังเห็นความสำคัญของกลไกสันติภาพและกฎหมายระหว่างประเทศ ความพยายามในการอ้างถึงอนุสัญญาออตตาวา กลไกการเจรจา JBC หรือแม้แต่ความร่วมมือภายใต้ MOU ต่าง ๆ บ่งชี้ถึงการพยายามสร้างพื้นที่แห่งเหตุผลท่ามกลางกระแสของความรู้สึก
อีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจคือหัวข้อ Colonial Legacy and Historical Memory ซึ่งไม่ได้พูดถึงยุคล่าอาณานิคมอย่างตรงไปตรงมา หากแต่ใช้เรื่องเล่าเกี่ยวกับความล้มเหลวของรัฐไทยในการควบคุมพื้นที่ชายแดน หรือความเป็นศูนย์กลางของ “อาชญากรรมข้ามชาติ” ในฝั่งกัมพูชา เป็นตัวแทนของการตั้งคำถามต่ออำนาจและความชอบธรรมของรัฐไทยในระยะยาว
Sentiment Distribution
สัดส่วนของอารมณ์ (sentiment) ที่ปรากฏในชุดข้อมูลช่วงวันที่ 10–23 กรกฎาคม 2025 พบว่าเกินกว่าครึ่งของข้อความทั้งหมด (55.26%) อยู่ในกลุ่ม Negative sentiment สะท้อนบรรยากาศทางอารมณ์ที่ตึงเครียดในสังคมออนไลน์ ขณะที่Neutral sentiment คิดเป็น 40.53% ซึ่งประกอบด้วยข้อมูล ข่าว หรือข้อคิดเห็นที่ยังไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอย่างชัดเจน ส่วนPositive sentiment มีเพียง 4.21% เท่านั้น ซึ่งต่ำมากและชี้ว่าความหวัง เสียงประนีประนอมหรืออารมณ์เชิงบวกแทบไม่มีที่ยืนในพื้นที่ออนไลน์ในช่วงเวลานี้
Sentiment Distribution by Topic
เมื่อเจาะลึกในระดับหัวข้อ Negative sentiment ปรากฏอย่างเข้มข้นใน Domestic Politics (66.35%) และ Identity and Culture (63.31%) ซึ่งทั้งสองหมวดสะท้อนถึงอารมณ์โกรธ ผิดหวัง และความไม่ไว้วางใจต่อโครงสร้างภายในประเทศมากกว่าต่อ “ศัตรูภายนอก” ความโกรธเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งระหว่างประเทศเพียงลำพัง แต่ถูกทำให้เข้มข้นขึ้นด้วยความรู้สึกว่ารัฐบาลไทย “ไม่ทำหน้าที่” หรือ “ไม่ปกป้องผลประโยชน์ชาติ” แม้รัฐบาลจะยืนยันในแนวทางสันติวิธีมาตลอด
อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์ชายแดนเริ่มส่งผลกระทบกับชีวิตผู้คน โดยเฉพาะในประเด็นด้านมนุษยธรรม เช่น การปิดตลาดชายแดน การจำกัดการค้าชายแดน หรือการเดินทางและกิจกรรมของแรงงานและผู้ประกอบการท้องถิ่น อารมณ์ในโซเชียลก็เคลื่อนไปสู่อีกด้านหนึ่ง คือความหดหู่และรู้สึกว่า “ประชาชนคนธรรมดาต้องรับกรรมจากเกมการเมืองที่ตนไม่มีส่วนร่วม” นี่คือความย้อนแย้งเชิงอารมณ์ที่น่าจับตา เพราะผู้คนเรียกร้องให้รัฐ “แข็งกร้าว” แต่ก็ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงที่ย้อนกลับมาทำร้ายประชาชนเอง
ในอีกด้านหนึ่ง Sovereignty and Territorial และ Militarization ซึ่งอาจคาดว่าจะมีอารมณ์โกรธหรือแข็งกร้าว กลับมีสัดส่วน Neutral sentiment สูงกว่าที่คาด 49.16% และ 55.07% ตามลำดับ ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือหัวข้อ Pro-War and Call for Violence มีระดับ Positive sentiment สูงมาก (17.88%) ทั้งที่เป็นหัวข้อเกี่ยวข้องกับการ “เรียกร้องให้เกิดสงคราม” แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลในเชิงลึกแล้วพบว่า “อารมณ์เชิงบวก” ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงความหวังหรือสันติภาพเสมอไป แต่อาจสะท้อนความรู้สึกเห็นด้วย ภูมิใจ หรือมองว่าการใช้ความรุนแรงเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ “เหมาะสม” แล้ว
ในขณะที่หัวข้อ Legal Mechanisms เป็นหัวข้อเดียวที่มี Neutral sentiment เกือบ 90% และ Negative sentiment ต่ำสุดที่ 6.25% สอดคล้องกับบทบาทของกฎหมายและกลไกระหว่างประเทศที่มักถูกใช้ในลักษณะ factual มากกว่าการปลุกอารมณ์
Hate Speech Distribution
- TYPE 1
- Cursing with vulgar words, insulting intelligence, and creating otherness
- TYPE 2
- Doxing and harassment, and intimidation
- TYPE 3
- Stereotyping, labeling, devaluing, dehumanizing, and demonizing
- TYPE 4
- Discrimination
- TYPE 5
- Incitement, glorification, support, legitimization, and representation of violence
จากการวิเคราะห์ Sentiment พบข้อความเชิงลบในสัดส่วนสูงที่สุด จำนวน 15,638 ข้อความ เมื่อวิเคราะห์ข้อความกลุ่มนี้ในมิติ Hate Speech พบว่าข้อความส่วนใหญ่อยู่ในประเภทที่ 1 และ 3 โดยมุ่งเป้าโจมตีไปที่กลุ่มเป้าหมายหลักอย่าง “กัมพูชา” และ “รัฐบาลไทย” ซึ่งแม้ข้อความสองประเภทนี้จะถือได้ว่าเป็นประเภทที่รุนแรงต่ำ แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนของการเปลี่ยนผ่านจาก “ความไม่พอใจ” ไปสู่ “ความชอบธรรมของความรุนแรง”
ประเภทที่ 1 การดูถูกเหยียดหยาม ถ้อยคำด่าทอหยาบคาย การดูหมิ่นสติปัญญา และการสร้างความเป็นอื่น พบมากที่สุด คิดเป็น 61.41% ของข้อความเชิงลบทั้งหมด สะท้อนสภาวะของความเกลียดชังและความโกรธต่อกัมพูชา ปรากฏผ่านการเผยแพร่ข้อมูลในมิติต่าง ๆ เช่น อัตลักษณ์และวัฒนธรรม เรื่องเล่าเขตแดน นอกจากนี้ยังพบข้อความที่แสดงถึงความโกรธและไม่พอใจต่อท่าทีและการตอบสนองสถานการณ์ของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดการสถานการณ์ที่ล่าช้าหรือไม่เข้มแข็งพอ
ประเภทที่ 3 การลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ การเหมารวม การแปะป้าย พบเป็นสัดส่วนรองลงมา คือ 31.00% มักมีลักษณะเหมารวมว่าคนกัมพูชา “กะล่อน” “หมาลอบกัด” “โจร” “เจ้าเล่ห์” ซึ่งเป็นการสร้างหรือตอกย้ำภาพจำต่อชาวกัมพูชาในทางลบ และขยายความรุนแรงของความเกลียดชังในระดับสังคม
ประเภทที่ 4 การเลือกปฏิบัติ การแบ่งแยก กีดกัน พบในสัดส่วน 5.40% ประเภทที่ 2 การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวและการข่มขู่คุกคาม พบ 1.56% และประเภทที่ 5 การยุยง การสนับสนุน การเรียกร้องให้เกิดความรุนแรง พบ 0.63% แม้จะพบข้อความ 3 ประเภทนี้ในสัดส่วนที่ไม่สูงนัก แต่การปรากฏของข้อความเหล่านี้แสดงถึงความสุดโต่งที่มีนัยสำคัญต่อสถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะความเชื่อมโยงไปสู่ความรุนแรงในโลกจริง
กล่าวโดยสรุป การกระจุกตัวของ hate speech ส่วนใหญ่อยู่ที่ประเภท 1 และ 3 บ่งชี้ถึงลักษณะเฉพาะของการสื่อสารในบริบทวิกฤตความขัดแย้ง ที่อารมณ์โกรธและการสร้างภาพศัตรูเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนอารมณ์สาธารณะ ซึ่งควรได้รับความสนใจเป็นพิเศษหากจะพัฒนาเครื่องมือหรือแนวทางสำหรับการเตือนภัยล่วงหน้า (early warning) ต่อการลุกลามของความรุนแรงในพื้นที่ออนไลน์
Top 10 Account by Post Count
จากข้อมูล Top 10 Accounts by Post Count พบว่าบัญชีที่มียอดโพสต์สูงสุดล้วนเป็นสื่อกระแสหลัก เช่น naewna_news (241 โพสต์), PPTVHD36 (223 โพสต์) และ thaipost (183 โพสต์) บ่งชี้ว่าบัญชีสื่อเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการผลิตเนื้อหาและป้อนข้อมูลข่าวสารเข้าสู่ระบบนิเวศออนไลน์ในช่วงเวลาวิกฤตชายแดน ที่น่าสนใจคือ thaipost นอกจากจะติดอันดับการโพสต์สูงสุด ยังปรากฏใน Top 10 Accounts by Negative Sentiment ด้วย ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มการเสนอข่าวในกรอบความมั่นคงหรือชาตินิยมที่อาจเร่งเร้าอารมณ์สาธารณะในเชิงลบ
Top 10 Account with Most Mentions Other
เมื่อพิจารณาบัญชีที่มีพฤติกรรมกล่าวถึงคนอื่นมากที่สุด บัญชีทั่วไปอย่าง Sixxxx, Gixxxx และ boxxxx ปรากฏอยู่ในกลุ่มบัญชีที่มีพฤติกรรม mention ผู้อื่นมากที่สุด สะท้อนลักษณะการใช้งานเชิงรุกที่มีบทบาทในการจุดประเด็นหรือผลักดันแนวคิดใดแนวคิดหนึ่งเข้าสู่พื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะ Gixxxx มีสัดส่วนข้อความ negative sentiment สูงถึง 13.48% ขณะที่ boxxxx อยู่ที่ 10.68%
Top 10 Account by Sentiment
ในมิติของอารมณ์ เมื่อพิจารณาข้อมูลบัญชีที่มีข้อความเชิงบวกมากที่สุด พบว่าบัญชีผู้ใช้งานทั่วไป เช่น Skxxxx, mixxxx และ UKxxxx มีสัดส่วนข้อความเชิงบวกในระดับสูงถึง 14–16% แม้บัญชีเหล่านี้จะไม่อยู่ในกลุ่มที่มีจำนวนโพสต์หรือการ mention สูงสุด แต่บทบาทของพวกเขาในสนามออนไลน์กลับมีลักษณะคล้าย “เสียงเบา” ที่คอยประคองสมดุลทางอารมณ์ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด บัญชีสื่อกระแสหลักยังคงครองบทบาทในฐานะผู้ผลิตเนื้อหาและตั้งธงวาระในสนามข้อมูล ขณะที่ผู้ใช้งานทั่วไปมีบทบาทที่กระจายหลากหลาย ตั้งแต่การเป็นผู้กระจายข้อมูล (amplifiers) ไปจนถึงผู้สร้างสมดุลเชิงอารมณ์ในสถานการณ์ความขัดแย้ง