Blog · Batch 01
ผลการสำรวจภูมิทัศน์ทางอารมณ์ในโซเชียลมีเดียช่วงสถานการณ์ตึงเครียดไทย-กัมพูชา #1 (13 พ.ค. – 11 มิ.ย. 2025)
การสำรวจภูมิทัศน์ทางอารมณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ภายใต้สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาครั้งที่ 1 (Batch#1) เก็บรวบรวมความคิดเห็นของผู้ใช้งานแพลตฟอร์ม X ระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม ถึง 11 มิถุนายน 2025 โดยใช้ keywords ที่เกี่ยวข้อง ผลการเก็บข้อมูลพบว่ามีข้อความที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศรวมทั้งสิ้น49,127 ข้อความ
Message Over Time
เหตุการณ์สำคัญในช่วงเก็บข้อมูล
- 18 พ.ค.
- ทหารกัมพูชารุก “เนิน 745” ตั้งฐานก่อน ถอนกำลังหลังไทยเจรจา
- 28 พ.ค.
- เหตุปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาบริเวณช่องบก
- 2 มิ.ย.
- ฝ่ายค้านยื่นซักฟอกนายก–กดดันรัฐบาล
- ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ยืนยันทหารไทยปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ อดทนต่อการยั่วยุ พร้อมตั้งคำถามว่ารัฐบาลเองเป็นมืออาชีพพอหรือยัง
- กัณวีร์ สืบแสง สส.เป็นธรรม ย้ำไม่ยอมสูญเสียแม้ 1 ตารางมิลลิเมตรของแผ่นดินไทย ชี้ฝ่ายบริหารอ่อนแอ ฝ่ายนิติบัญญัติต้องเข้มแข็งแทน
- แพทองธาร–ภูมิธรรม สั่งเบรกปิดด่าน ขอหารือรอบคอบ กัมพูชาร้องผลกระทบเศรษฐกิจชายแดน
- 3 มิ.ย.
- รังสิมันต์ โรม เสนอ “10 ข้อยุทธศาสตร์ชนะโดยไม่ต้องรบ” แก้ข้อพิพาทกัมพูชา
- 5 มิ.ย.
- กัมพูชาไม่บรรจุข้อพิพาทช่องบก–ปราสาท 3 แห่งใน JBC เตรียมยื่น ICJ แทน
- กองทัพบกชวน “#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด” ด้านภาคประชาชนแก้เชิงรณรงค์ “#NoWarThaiCambodia #สันติสู่ชายแดน”
- 6 มิ.ย.
- ภูมิธรรมยืนยัน JBC เดินหน้าตามกำหนด แม้กัมพูชาไม่นำข้อพิพาทบางส่วนเข้าหารือ
- 7 มิ.ย.
- ทบ.สั่งควบคุมผ่านแดน–จำกัดการเดินทางข้ามแดนเฉพาะกรณีจำเป็น
- ภูมิธรรมเผยข้อเสนอเจรจาลดความตึงเครียดถูกกัมพูชาปฏิเสธ ขณะฝ่ายทหารข้ามยังเพิ่มกำลังทหาร
- 8 มิ.ย.
- ไทย–กัมพูชาถอนทหารกลับจุดเดิมปี 2567 ปิดพื้นที่–ลดเผชิญหน้า ตาม MOU43
- กองทัพไทยเริ่มใช้มาตรการห้วงคุมข้ามแดนตามระดับสถานการณ์
- กัมพูชาปรับลดเวลาผ่านคนไทยเหลือ 7 วัน–ปรับเวลาปิดด่านเหลื่อมไทย 1 ชม.
- 9 มิ.ย.
- ไทยลดวันเข้าพักนักท่องเที่ยวกัมพูชาเหลือ 7 วัน ตัดไฟ–อินเทอร์เน็ต บ่อนการพนัน คุมสินค้าและยุทโธปกรณ์ชายแดน
- กัมพูชาปฏิเสธข่าวถอนทหาร ยืนยันยังตรึงกำลังในพื้นที่ที่ถือเป็นเขตอธิปไตย
- 11 มิ.ย.
- นายกฯ ลงพื้นที่ติดตามงานกองกำลังสุรนารี–สั่งประสานเปิด–ปิดด่านตรงเวลา เน้นแก้ปัญหาสันติ รักษาอธิปไตย
- ไทย–กัมพูชาเปิดทางให้นักเรียนข้ามด่านคลองลึกก่อนเวลาเปิด–ปิด
- รมต.กัมพูชายันไม่พึ่งไฟฟ้าจากไทย อ้างอุปทานภายในเพียงพอ
- บ่อนปอยเปตชะงัก เลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก ทยอยกลับไทย
จำนวนข้อความในสื่อสังคมออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังวันที่ 28 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันที่มีรายงานเหตุปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารของทั้งสองประเทศบริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี เหตุการณ์นี้มีส่วนทำให้ประเด็นข้อพิพาทชายแดนกลับมาอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง แม้ในช่วงต้นของการสำรวจ จำนวนข้อความยังอยู่ในระดับต่ำและมีแนวโน้มคงที่ แต่เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม และพุ่งสูงอย่างรวดเร็วในวันที่ 1 มิถุนายน ซึ่งตรงกับวันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยแถลงท่าทีอย่างเป็นทางการต่อกรณีข้อพิพาท เป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวเชิงการทูตในระดับรัฐ
จำนวนข้อความแตะระดับสูงสุดในช่วงวันที่ 3–9 มิถุนายน โดยเฉพาะในวันที่ 4 มิถุนายน ที่พบข้อความมากกว่า 6,000 ข้อความภายในวันเดียว ช่วงเวลาดังกล่าวมีเหตุการณ์สำคัญหลายประการ ได้แก่ การที่รัฐสภากัมพูชามีมติยื่นเรื่องข้อพิพาทต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (2 มิ.ย.) การออกแถลงการณ์ของรัฐบาลไทย (4 และ 5 มิ.ย.) รวมถึงข้อเสนอเชิงนโยบายของนายรังสิมันต์ โรม อาทิ ข้อเสนอ “10 ข้อยุทธศาสตร์ชนะโดยไม่ต้องรบ” เพื่อคลี่คลายข้อพิพาทผ่านแนวทางไม่ใช้ความรุนแรง นอกจากนี้ วันที่ 5 มิถุนายนยังพบความเคลื่อนไหวหลากหลายบนสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งจากภาครัฐ โดยกองทัพบกได้เปิดแคมเปญ “#ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด” และจากภาคประชาชน เช่น กลุ่มทะลุแก๊ซ (Thalugaz) ที่เคลื่อนไหวผ่านแฮชแท็ก “#NoWarThaiCambodia” และ “#สันติสู่ชายแดน” เพื่อสื่อสารจุดยืนด้านสันติภาพ สถานการณ์ในช่วงนี้จึงนำไปสู่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เข้มข้นในพื้นที่ออนไลน์ โดยมีทั้งแนวคิดเชิงชาตินิยม ข้อเสนอในกรอบการทูต และการรณรงค์เพื่อสันติภาพดำเนินไปควบคู่กัน
จากการวิเคราะห์เนื้อหาพบว่าข้อความต่าง ๆ สามารถจัดกลุ่มออกเป็น10 หัวข้อหลัก (narrative clusters) ที่สะท้อนประเด็นซึ่งผู้ใช้งานให้ความสำคัญในช่วงเวลาดังกล่าว
Emerged Topics
หัวข้อที่ปรากฏมากที่สุดคือ “Life and Humanity” คิดเป็นประมาณ 48.47% ของข้อความทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัย การดำรงชีวิตประจำวัน หรือผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ข้อความจำนวนมากแสดงความรู้สึกไม่มั่นคง ความกังวล และความหวาดกลัว
ในขณะเดียวกัน หัวข้อ “Domestic Politics” (15.27%) และ “Sovereignty and Territorial” (15.19%) ก็ได้รับการกล่าวถึงอย่างมีนัยสำคัญ โดยหัวข้อแรกสะท้อนการรับรู้ของผู้ใช้งานที่เชื่อมโยงสถานการณ์ชายแดนเข้ากับประเด็นทางการเมืองภายในประเทศ ส่วนหัวข้อที่สองสะท้อนการแสดงออกถึงความห่วงใยต่ออธิปไตยและเขตแดนของประเทศ เช่น การใช้ถ้อยคำในเชิง “ต้องไม่ยอมอ่อนข้อ” หรือ “ไม่เสียพื้นที่แม้แต่ตารางนิ้วเดียว”
ที่น่าสนใจคือ หัวข้อ “Peacebuilding” แม้จะมีสัดส่วนไม่มากนัก (7.85%) แต่กลับแสดงถึงการรวมตัวของข้อความที่นำเสนอแนวทางการลดความตึงเครียดอย่างชัดเจน เช่น การเรียกร้องให้ใช้ช่องทางการเจรจาทวิภาคี การเคารพในหลักการสันติ และการแสดงความห่วงใยต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ
หัวข้อ “Pro-War and Call for Violence” แม้จะมีข้อความอยู่ในสัดส่วนเพียง 0.07% แต่มีนัยสำคัญ เนื่องจากแสดงให้เห็นการใช้ถ้อยคำที่เรียกร้องหรือสนับสนุนการใช้ความรุนแรง ข้อความเหล่านี้แม้มีจำนวนไม่มาก แต่ควรได้รับความสนใจเชิงนโยบายและการสื่อสารสาธารณะ เนื่องจากมีศักยภาพในการหล่อเลี้ยงเรื่องเล่าที่สร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง
อย่างไรก็ตาม หัวข้อ “Retaliatory Measures” (1.10%) และ “Legal Mechanisms” (0.31%) แม้จะเกี่ยวข้องกับมาตรการอย่างเป็นทางการจากภาครัฐ แต่กลับได้รับการกล่าวถึงในสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับหัวข้ออื่น ๆ สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างในการสื่อสารหรือนำเสนอทางเลือกเชิงนโยบายแก่สาธารณะในช่วงที่เกิดวิกฤต
Sentiment Distribution
อารมณ์ของข้อความในภาพรวมมีแนวโน้มไปในทางลบอย่างชัดเจน โดยข้อความที่จัดอยู่ในกลุ่ม Negative คิดเป็น 66.5% ของข้อมูลทั้งหมด ขณะที่ข้อความ Neutral มีสัดส่วน 27.43% และข้อความ Positive มีเพียง 6.07% สัดส่วนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนนี้สะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศทางอารมณ์ในพื้นที่ออนไลน์ที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด ความไม่พอใจ หรือความโกรธต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
Sentiment Distribution by Topic
หัวข้อ “Life and Humanity” ซึ่งมีข้อความรวมสูงสุด ก็มีสัดส่วนข้อความเชิงลบสูงเช่นกัน (68.53%) สะท้อนว่าแม้จะเป็นประเด็นว่าด้วยวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คน แต่กลับถูกสื่อสารในลักษณะที่เต็มไปด้วยอารมณ์เชิงลบ อีกหัวข้อที่มีสัดส่วนข้อความเชิงลบอย่างชัดเจนคือ “Domestic Politics” มีสัดส่วนข้อความเชิงลบสูงที่สุด (73.94%)
ในทางกลับกัน หัวข้อ “Peacebuilding” เป็นหัวข้อที่มีสัดส่วนข้อความ Positive สูงที่สุดเมื่อเทียบกับหัวข้ออื่น โดยคิดเป็นประมาณ 33.27% เนื้อหาของข้อความเหล่านี้นำเสนอแนวทางลดความตึงเครียดผ่านการพูดคุย การใช้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ และการแสดงความห่วงใยต่อประชาชนทั้งสองฝ่ายของชายแดน สำหรับหัวข้อ “Pro-War and Call for Violence” แม้จะมีจำนวนข้อความไม่มากนัก แต่กลับมีสัดส่วนข้อความเชิงลบสูงถึง 65.31%
Hate Speech Distribution
- TYPE 1
- Cursing with vulgar words, insulting intelligence, and creating otherness
- TYPE 2
- Doxing and harassment, and intimidation
- TYPE 3
- Stereotyping, labeling, devaluing, dehumanizing, and demonizing
- TYPE 4
- Discrimination
- TYPE 5
- Incitement, glorification, support, legitimization, and representation of violence
ข้อความ Negative Sentiment มีสัดส่วนสูงที่สุดในชุดข้อมูล Batch 1 โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 32,698 ข้อความ เมื่อวิเคราะห์ข้อความกลุ่มนี้ในเชิงลึกผ่านมิติของ Hate Speech พบว่าสามารถจำแนกออกเป็น 5 ประเภท
ประเภท 1 มีจำนวนมากที่สุด (59.89%) โดยเป็นข้อความที่ใช้ถ้อยคำด่าทอ หยาบคาย หรือแสดงความเหยียดหยาม โดยเฉพาะต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา และผู้ที่มีความเห็นต่างในประเด็นการเมือง ระดับถัดมาคือ ประเภท 3 (32.71%) สะท้อนรูปแบบของการสื่อสารที่อิงภาพจำทางลบ การแปะป้าย และการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ และ ประเภท 4 (5.92%) ซึ่งแสดงออกถึงการแบ่งแยกหรือเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของอัตลักษณ์หรือความเป็นพลเมือง
ประเภท 5 แม้จะพบได้ในสัดส่วนเพียงแค่ 0.59% แต่เป็นเนื้อหาที่มีความอ่อนไหวและเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดอันตราย เนื่องจากมีเนื้อหาที่สนับสนุนความรุนแรง ยุยง หรือทำให้การใช้กำลังดูเป็นสิ่งที่ชอบธรรม ขณะเดียวกัน ประเภท 2 ก็ปรากฏอยู่ในสัดส่วน 0.89% โดยมีลักษณะของการคุกคามหรือล่วงละเมิดแบบเจาะจงบุคคล
จากผลการวิเคราะห์นี้ ชัดเจนว่าการปะทุของอารมณ์ในพื้นที่ออนไลน์ช่วงเหตุการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแสดงความไม่พอใจเท่านั้น หากแต่สะท้อนถึงการเคลื่อนตัวของอารมณ์สาธารณะไปสู่การสื่อสารที่มีลักษณะเป็น Hate Speech ในประเภทต่าง ๆ ซึ่งควรได้รับการเฝ้าระวังที่เหมาะสมและต่อเนื่อง
Top 10 Account by Post Count
บัญชีผู้ใช้งานที่มีจำนวนโพสต์สูงสุดในชุดข้อมูลคือ hixxxx ซึ่งโพสต์มากกว่า 260 ครั้งภายในระยะเวลาไม่กี่วัน และยังอยู่ในกลุ่มผู้ที่ใช้แฮชแท็กและ mention ผู้อื่นมากที่สุดร่วมด้วย ในขณะเดียวกัน กลุ่มสื่อมวลชน เช่น ThaiPBSNews, naewna_news, PPTVHD36 และ newroom44 มีพฤติกรรมที่ต่างออกไป โดยส่วนใหญ่โพสต์เนื้อหาที่เป็นกลาง
Top 10 Account with Most Mentions Other
กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปที่มีบทบาทสูง เช่น stxxxx, Gixxxx และ baxxxx ก็มีจำนวนโพสต์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงวันที่มีเหตุการณ์สำคัญระดับนโยบาย ข้อมูลจากการวิเคราะห์ sentiment ยังพบว่าผู้ใช้งานบางราย เช่น baxxxx แสดงข้อความหลากหลายประเภท ทั้งเชิงบวก ลบ และเป็นกลาง สะท้อนว่าผู้ใช้งานบางรายมีลักษณะของการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
Top 10 Account by Sentiment
แม้ภาพรวมของข้อความในช่วงเวลาดังกล่าวจะโน้มเอียงไปในทางลบ แต่ยังพบผู้ใช้งานจำนวนหนึ่งที่มีบทบาทในการผลิตและเผยแพร่ข้อความเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง เช่น paxxxx, TKxxxx, Goxxxx และ Asxxxx รวมถึงสื่อมวลชนอย่าง VoiceTVOfficial ข้อความจากผู้ใช้งานกลุ่มนี้มักเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรง สนับสนุนการเจรจา และแสดงความห่วงใยต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดน
โดยสรุป พฤติกรรมของผู้ใช้งานในสถานการณ์วิกฤตนี้แสดงให้เห็นถึงการมีอยู่ของหลายกลุ่มที่มีบทบาทแตกต่างกันอย่างชัดเจน บางกลุ่มผลิตข้อความอย่างเข้มข้นในเชิงวิพากษ์ บางกลุ่มทำหน้าที่เป็นสื่อกระจายข้อมูล ขณะที่บางกลุ่มพยายามผลักดันข้อเสนอเชิงบวกหรือสันติภาพ