Blog · Batch 05
ผลการสำรวจภูมิทัศน์ทางอารมณ์ในโซเชียลมีเดียช่วงสถานการณ์ตึงเครียดไทย-กัมพูชา #5 (24 ก.ค. - 3 ส.ค. 2025)
การสำรวจภูมิทัศน์ทางอารมณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ภายใต้สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาครั้งที่ 5 (Batch#5) เก็บข้อมูลในช่วงเวลาระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2025 โดยได้รวบรวมความเห็นบนแพลตฟอร์ม X ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดจำนวน284,003 ข้อความ โดยการเก็บข้อมูลในช่วงนี้มุ่งเน้นไปที่การติดตามปฏิกิริยาและเรื่องเล่าที่สะท้อนอารมณ์ สถานการณ์ และการตอบสนองของภาคส่วนต่าง ๆ ต่อเหตุการณ์ชายแดนที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงของข้อมูล Batch 5 ครอบคลุมสถานการณ์ความตึงเครียดในพื้นที่เริ่มยกระดับสู่การปะทะกันด้วยกำลังทหาร ไปจนถึงช่วงการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงทันที (immediate and unconditional ceasefire) โดยมีรายละเอียดดังนี้
Message Over Time
เหตุการณ์สำคัญในช่วงเก็บข้อมูล
- 25 ก.ค.
- การปะทะตามแนวชายแดนยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง
- นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกฯ แถลงยืนยันว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อนและก่อรัฐอาชญากรรมสงคราม
- กต. ได้ส่งหนังสือถึง UNSC เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและยืนยันว่าไทยไม่ได้ต้องการให้เกิดความรุนแรงต่อพลเรือน
- นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ได้เสนอตัวเป็นคนกลางในการเจรจาใกล้เคียงความขัดแย้ง
- 27 ก.ค.
- โดนัลด์ ทรัมป์ โทรศัพท์ถึงภูมิธรรมฯ และฮุน มาเนต เรียกร้องให้หยุดยิงทันที โดยอ้างว่าจะระงับการเจรจาการค้า
- การปะทะตามแนวชายแดนยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ กต. ออกแถลงการณ์ประณามกรณีกัมพูชาใช้อาวุธหนักเข้าโจมตีประชาชนใน จ.สุรินทร์
- ไทยยื่นหนังสือต่อ UNESCO กรณีที่กัมพูชานำปราสาทตาเมือนธมไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชาต่อพลเรือนไทย
- 28 ก.ค.
- มีรายงานว่าเกิดการปะทะรุนแรงก่อนถึงเส้นตายหยุดยิง โดยฝ่ายกัมพูชาระดมยิงปืนใหญ่ ทำให้ไทยต้องส่งเครื่องบิน F-16 เข้าตอบโต้
- การปะทะตามแนวชายแดนยังคงเกิดขึ้นทุกวัน ส่งผลให้มีทหารไทยเสียชีวิตเพิ่มอีก 2 นายบริเวณปราสาทตาเมือนธมในช่วงค่ำก่อนการหยุดยิง
- ผวจ.สุรินทร์ได้ประกาศให้เป็นเขตพักพิงชั่วคราวสำหรับผู้อพยพ
- 28 ก.ค.
- ไทย–กัมพูชา ลงนามข้อตกลงหยุดยิง
- 29 ก.ค.
- โฆษก กต. ประณามกัมพูชาที่ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
- ทพ. รายงานว่าฝ่ายกัมพูชายังคงปฏิบัติการทางทหารและยังคงเข้ามาในฝั่งไทยตลอดคืนในหลายพื้นที่
- แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เข้าประชุมร่วม RBC กับกองทัพกัมพูชาที่ช่องจอม เพื่อกำหนดวิธีการหยุดยิงและเคลื่อนย้ายกำลังพล
- รัฐบาลออกแถลงการณ์ว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิง พร้อมส่งหนังสือถึงประธานอาเซียน สหรัฐฯ และจีน และให้ทุกฝ่ายทัพตรึงกำลังเพื่อรักษาอธิปไตยไทย
- 31 ก.ค.
- สถานการณ์แนวชายแดนเริ่มคลี่คลายโดยไม่มีเหตุปะทะเกิดขึ้น แต่ยังเฝ้าติดตามสถานการณ์ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม
- ศบ.ทก. ชี้แจงกรณีคลิปเสียงทหารกัมพูชา 18 นายว่าเป็นการดำเนินการตามกฎอัยการศึกพร้อมอาวุธ และยืนยันว่าส่งศพผู้เสียชีวิตอย่างสมเกียรติ
- คณะทูตานุทูตและผู้แทนทางทหารจาก 24 ประเทศ พร้อมด้วยสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างชาติ เข้าเยี่ยมชมพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายจากการโจมตีของกัมพูชา
ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม ถึง 3 สิงหาคม 2025 พบว่าบทสนทนาออนไลน์มีความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนตามลำดับเหตุการณ์ทางทหารและการทูต โดยมีจุดสูงสุดของปริมาณข้อความเกิดขึ้น 2 ช่วงสำคัญ คือช่วงเกิดเหตุปะทะ และช่วงประกาศข้อตกลงหยุดยิง (ceasefire agreement)
ในวันที่ 24 กรกฎาคม ปริมาณข้อความเพิ่มสูงสุดที่ 55,309 ข้อความ ซึ่งสอดคล้องกับเหตุปะทะรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2554 บริเวณปราสาทตาเมือนธม เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งทหารและพลเรือน รวมถึงการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ชายแดน ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาออกแถลงการณ์กล่าวหาว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นฝ่ายเริ่มโจมตี โดยกระทรวงการต่างประเทศของไทยออกแถลงการณ์ประณามกัมพูชาและลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต ขณะที่ในโลกออนไลน์มีการเผยแพร่ข่าวความสูญเสีย คลิปเหตุระเบิด การรณรงค์บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ และข้อความสนับสนุนกองทัพไทย
ในวันที่ 25 กรกฎาคม ปริมาณข้อความลดลงเหลือ 19,766 ข้อความ แต่ยังอยู่ในระดับสูง เนื้อหาหลักเกี่ยวข้องกับเหตุปะทะที่ยังดำเนินต่อ การแถลงข่าวของรัฐบาลและกองทัพ การชี้แจงต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) และการเสนอให้มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ช่วงวันที่ 26–27 กรกฎาคม ปริมาณข้อความอยู่ระหว่าง 13,000–14,000 ข้อความต่อวัน โดยเนื้อหามุ่งไปที่การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ การสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน รวมถึงการย้ำจุดยืนของรัฐบาลไทยต่อประชาคมระหว่างประเทศในเรื่องการคุ้มครองพลเรือนและการขอให้เกิดการหยุดยิง
ปริมาณข้อความเพิ่มขึ้นอีกครั้งในวันที่ 28 และ 29 กรกฎาคม อยู่ที่ 68,343 และ 67,637 ข้อความตามลำดับ ซึ่งเป็นช่วงการลงนามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยและกัมพูชาที่ประเทศมาเลเซีย การเพิ่มขึ้นของข้อความสอดคล้องกับการรายงานข่าวการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง การเผยแพร่แคมเปญออนไลน์ เช่น #TruthFromThailand และการออกแถลงการณ์ของรัฐบาลและกองทัพทั้งสองฝ่าย
หลังจากวันที่ 30 กรกฎาคม ปริมาณข้อความลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 19,855 ข้อความ เหลือเพียง 2,730 ข้อความ ในวันที่ 3 สิงหาคม เนื้อหาช่วงนี้เปลี่ยนจากประเด็นการสู้รบไปสู่การดำเนินการทางการทูต การเยี่ยมพื้นที่โดยคณะทูตและผู้แทนทางทหาร การดูแลเชลยศึก และการเตรียมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC)
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการลดลงของจำนวนข้อความในช่วงวันที่ 30 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม ไม่ได้สะท้อนถึงการคลี่คลายของสถานการณ์ แต่กลับแสดงให้เห็นการเปลี่ยนทิศทางของความสนใจจากเหตุปะทะในพื้นที่จริงไปสู่ “สมรภูมิข้อมูล” บนโลกออนไลน์ หลังมีข้อตกลงหยุดยิง ชุดข้อมูล ข่าวสารและถ้อยแถลงของทั้งสองประเทศกลายเป็นศูนย์กลางของการต่อสู้เพื่อช่วงชิงความหมาย มีการอ้างหลักฐาน ภาพถ่าย และแคมเปญออนไลน์เพื่อยืนยันความชอบธรรมของแต่ละฝ่าย การสื่อสารเริ่มเน้นการสร้างภาพลักษณ์ในเวทีระหว่างประเทศมากกว่าการรายงานเหตุการณ์ภาคสนาม สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากสงครามทางกายภาพไปสู่สงครามข้อมูลที่มีเป้าหมายในการช่วงชิงการรับรู้และความไว้วางใจของสาธารณชน
ในการวิเคราะห์ข้อมูล Batch 5 พบเรื่องเล่าที่ปรากฏแบ่งออกได้เป็น 7 หัวข้อหลัก โดยมีรายละเอียดดังนี้
Emerged Topics
โดยรวมแล้ว โครงสร้างของบทสนทนาในช่วงวันที่ 24 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2025 แสดงให้เห็นว่าพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ไทยถูกครอบงำโดยเรื่องเล่าที่มีลักษณะชาตินิยมและการสนับสนุนฝ่ายไทยอย่างเด่นชัด ขณะที่ประเด็นด้านมนุษยธรรมและการเมืองภายในลดความสำคัญลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนเข้าสู่ภาวะการสู้รบเต็มรูปแบบ ประเด็นที่ถูกพูดถึงมีความกระจุกตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เชื่อมโยงโดยตรงกับสถานการณ์ชายแดนและการปะทะทางทหาร เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า (Batch 4) ที่บทสนทนายังหลากหลายและให้ความสนใจกับประเด็นด้านมนุษยธรรมและการดำรงชีวิตของประชาชนมากกว่า
หัวข้อที่มีสัดส่วนมากที่สุดคือ Pro-Thai narratives (54.22%) ครอบคลุมเรื่องเล่าที่มุ่งยืนยันมุมมองว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มการโจมตีก่อน รวมถึงมีการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศและการโจมตีพลเรือนไทย ตัวอย่างถ้อยคำและแฮชแท็กที่ปรากฏบ่อย เช่น “ทำคนไทยตาย” “#hunsenwarcriminal” “#TruthfromThailand” “#CambodiaBreaksCeasefire” “#CambodiaStartedTheWar” และ “#CambodiaViolatesOttawaConvention” การสื่อสารในลักษณะนี้มีน้ำเสียงชาตินิยมและมีแนวโน้มสร้างกรอบการรับรู้ที่วางให้ฝ่ายไทยอยู่ในฐานะ “ผู้ถูกกระทำ” ซึ่งจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ
หัวข้อถัดมาคือ Situation Updates (26.53%) เป็นการรายงานความเคลื่อนไหวในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง สามารถแบ่งออกได้เป็นสามกลุ่มหลัก ได้แก่ (1) การรายงานสถานการณ์เป็นภาษาไทยเพื่อสื่อสารกับสาธารณชนภายในประเทศ (2) การรายงานเป็นภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารกับประชาคมโลก และ (3) การรายงานจากกองทัพที่เน้นนำเสนอข้อมูลด้านปฏิบัติการทางทหาร เช่น พื้นที่การปะทะ การควบคุมพื้นที่ และความคืบหน้าหลังการหยุดยิง
หัวข้อ Patriotic and Heroic Mobilization (11.23%) มีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมและคงไว้ซึ่งอารมณ์ชาตินิยมในช่วงสถานการณ์วิกฤต เนื้อหาหลักประกอบด้วย (1) การไว้อาลัยและสดุดีทหารที่เสียชีวิต (2) การแสดงพลังสนับสนุนทหารและผู้ได้รับผลกระทบ และ (3) การระดมทรัพยากรหรือเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิต ภาษาที่ใช้มักเน้นการแสดงความขอบคุณต่อทหาร การยกย่องความเสียสละ และการเชิญชวนให้ประชาชนร่วมแสดงน้ำใจผ่านการบริจาคเลือดหรือสิ่งของ
หัวข้อ Life and Humanity (2.82%) มีสัดส่วนลดลงจากช่วงก่อนหน้า โดยเนื้อหาส่วนใหญ่สะท้อนความรู้สึกหวาดกลัวและความไม่มั่นคงของประชาชน เช่น ภาพและคลิปเสียงปืน เสียงระเบิด หรือสภาพความเป็นอยู่ในศูนย์อพยพ ซึ่งแตกต่างจากช่วงก่อนหน้าที่ประเด็นมนุษยธรรมมักเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือ การอยู่ร่วมกันตามแนวชายแดน และวิถีชีวิตในภาวะปกติ
สำหรับ Pro-Cambodia narratives (2.31%) พบการสื่อสารตอบโต้ในลักษณะเดียวกันกับฝั่งไทย กล่าวคือ มุ่งกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากก่อน ใช้อาวุธโจมตีพลเรือน และรังแกประเทศที่มีขนาดเล็กกว่า เรื่องเล่ากลุ่มนี้เน้นการปกป้องอธิปไตยของกัมพูชา และใช้ภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารกับประชาคมโลก
หัวข้อ Domestic Politics (1.96%) แสดงการเชื่อมโยงเหตุการณ์ชายแดนเข้ากับประเด็นการเมืองภายในประเทศ มีทั้งการวิพากษ์การทำงานของรัฐบาล การตั้งคำถามต่อการบริหารจัดการสถานการณ์ และการใช้เหตุการณ์ดังกล่าวเพื่อลดทอนความชอบธรรมของฝ่ายบริหาร
สุดท้าย หัวข้อ General News (0.93%) ครอบคลุมข่าวทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับสถานการณ์ชายแดน แต่ปรากฏอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน เช่น ข่าวอุบัติเหตุหรือข่าวสังคมทั่วไป ซึ่งมีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับประเด็นหลักที่เกี่ยวข้องกับเหตุปะทะโดยตรง
เมื่อพิจารณาผ่านกรอบ narratives of violence จะพบว่าชุดเรื่องเล่าที่เด่นในช่วง Batch 5 มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนความตึงเครียดบริเวณชายแดนให้กลายเป็นเรื่องเล่าที่เน้นศักดิ์ศรีของความเป็นชาติอย่างชัดเจน เรื่องเล่าเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในระดับรัฐหรือกองทัพ แต่แพร่กระจายผ่านผู้ใช้ทั่วไปและกลุ่มออนไลน์ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตซ้ำสัญลักษณ์ทางอารมณ์ เช่น ความเสียสละ ความกล้าหาญ และการไว้อาลัยต่อผู้สูญเสีย
การผสมผสานระหว่างอารมณ์ร่วมและการอ้างอิงเหตุผลเชิงศีลธรรมส่งผลให้ความรุนแรงถูกตีความในฐานะ “หน้าที่เพื่อชาติ” มากกว่าการสูญเสียของมนุษย์ นำไปสู่การสร้างสำนึกชาตินิยมที่ตอกย้ำเส้นแบ่งระหว่าง “เรา” กับ “เขา” อย่างเด่นชัดในพื้นที่ออนไลน์ นอกจากนี้ เรื่องเล่าดังกล่าวยังมีส่วนทำให้การใช้กำลังถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ชอบธรรมและจำเป็นต่อการปกป้อง “ความจริง” ของชาติ
เรื่องเล่าชาตินิยมเหล่านี้ผสานความเศร้า ความโกรธ และความภาคภูมิใจเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นพลังทางอารมณ์ที่ขับเคลื่อนการเห็นพ้องต่อการใช้กำลังตอบโต้ทางทหาร การไว้อาลัยและ “สดุดี” ทหารที่ล้มตาย การยกย่อง “ผู้กล้า” และการแชร์แคมเปญออนไลน์กลายเป็นพิธีกรรมร่วมของความเป็นชาติ ขณะเดียวกัน เสียงที่ตั้งคำถามต่อความรุนแรงหรือพยายามพูดถึงมิติของมนุษยธรรมกลับถูกกลบให้เงียบลง ภูมิทัศน์ออนไลน์จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สะท้อนความขัดแย้ง แต่กลายเป็นกลไกผลิตซ้ำความชอบธรรมของความรุนแรงภายใต้ชื่อของความรักชาติ
Sentiment Distribution
ภาพรวมของอารมณ์ในบทสนทนาออนไลน์ช่วงเหตุปะทะชายแดนพบว่า ข้อความ Negative มีสัดส่วนสูงที่สุดที่ 52.63% ตามมาด้วยข้อความ Neutral 40.28% และPositive เพียง 7.09%
สะท้อนบรรยากาศของความตึงเครียด ความโกรธ และการกล่าวโทษซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับเหตุการณ์ความรุนแรงบนพื้นที่จริง ข้อความเชิงลบส่วนใหญ่เป็นการกล่าวหาฝ่ายตรงข้าม การตำหนิทางการเมือง และการระบายอารมณ์ต่อความสูญเสียของพลเรือน ขณะที่ข้อความเชิงบวกส่วนมากเกี่ยวข้องกับการให้กำลังใจทหาร การยกย่องความเสียสละ และการเรียกร้องให้ร่วมมือกันในยามวิกฤต ส่วนข้อความที่เป็นกลางส่วนใหญ่มีลักษณะของการรายงานเหตุการณ์หรือถ่ายทอดข้อมูลโดยไม่แสดงท่าทีทางอารมณ์ชัดเจน
Sentiment Distribution by Topic
เมื่อจำแนกอารมณ์ตามหัวข้อหลัก (Sentiment Distribution by Topic) พบความแตกต่างของโทนอารมณ์ที่ชัดเจนในแต่ละประเด็น โดยหัวข้อที่มีสัดส่วนข้อความเชิงลบสูงที่สุดคือ “Domestic Politics” (84.01%) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและการจัดการสถานการณ์ชายแดน รวมถึงการตั้งคำถามต่อความโปร่งใสและความสามารถของผู้นำทางการเมือง รองลงมาคือ “Situation Updates” (59.54%) และ “Pro-Cambodia narratives” (57.07%) ซึ่งสะท้อนอารมณ์ไม่พอใจ ความโกรธ และความกังวลจากเหตุปะทะ ความสูญเสีย และการกล่าวหาซึ่งกันและกันระหว่างสองประเทศ
ในกลุ่มหัวข้อที่ยังคงมีความรู้สึกด้านลบในระดับสูงเช่นกัน ได้แก่ “Life and Humanity” (53.70%) และ “Pro-Thai narratives” (53.35%) ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนความโศกเศร้าและความตื่นตระหนกของประชาชนจากเสียงระเบิดและภาพการอพยพ ขณะเดียวกันก็ปรากฏถ้อยคำกล่าวโทษกัมพูชาว่าเป็นต้นเหตุของความรุนแรง เช่น “ยิงก่อน” หรือ “ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง” ทำให้เนื้อหามีลักษณะของการผสมระหว่างความเห็นใจผู้ได้รับผลกระทบกับอารมณ์โกรธที่มุ่งต่อ “ศัตรู”
ในทางตรงกันข้าม หัวข้อที่มีสัดส่วนข้อความเชิงบวกมากที่สุดคือ “Patriotic and Heroic Mobilization” (25.94%) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการแสดงความรู้สึกชื่นชม ขอบคุณ หรือไว้อาลัยต่อทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงการรณรงค์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ เช่น การบริจาคเลือดหรือเงินสมทบทุนให้ครอบครัวผู้เสียชีวิต แม้ภาพรวมจะเป็นบวก แต่ในบางส่วนก็สะท้อนการทำให้ “ความสูญเสีย” กลายเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญและศักดิ์ศรีของชาติ
ขณะเดียวกัน หัวข้อ “General News” (71.27% ข้อความเป็นกลาง) มีลักษณะของการรายงานข่าวทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุปะทะโดยตรง เช่น ข่าวสังคมหรือข่าวภายในประเทศ จึงมีอารมณ์ที่เป็นกลางมากที่สุดในทุกกลุ่ม
อารมณ์ของบทสนทนาออนไลน์ในช่วง Batch 5 สะท้อนว่าการปะทะระหว่างไทย–กัมพูชาได้สร้างสภาพแวดล้อมการสื่อสารที่เต็มไปด้วยความโกรธ ความเศร้า และความรู้สึกปกป้องชาติ ขณะเดียวกันหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับ “Patriotic and Heroic Mobilization” กลับกลายเป็นพื้นที่เดียวที่อารมณ์เชิงบวกถูกผลิตซ้ำและขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ คำถามสำคัญที่ตามมาคือ อารมณ์เชิงบวกในหัวข้อนี้เป็น “บวก” จริงหรือไม่ เมื่อพิจารณาในกรอบของ narratives of violence และความรุนแรงทางวัฒนธรรม อารมณ์ที่ดูเหมือนจะยกย่องความกล้าหาญ ความเสียสละ และความรักชาติ อาจไม่ได้เป็นเพียงการแสดงออกของความหวังหรือความสามัคคี หากแต่เป็นพลังที่ทำให้การใช้ความรุนแรงได้รับการยอมรับและชอบธรรมมากขึ้น การไว้อาลัยและการขอบคุณทหารที่เสียชีวิตจึงไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความเศร้า หากแต่เป็นกระบวนการผลิตซ้ำเรื่องเล่าที่ทำให้ “การปกป้องชาติด้วยกำลัง” กลายเป็นสิ่งสูงส่งและถูกต้อง อารมณ์เชิงบวกในบริบทนี้จึงอาจเป็น “ความบวกที่หล่อเลี้ยงความรุนแรง” ซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้ถ้อยคำของความภาคภูมิใจและความเป็นหนึ่งเดียวของชาติ
Hate Speech Distribution
- TYPE 1
- Cursing with vulgar words, insulting intelligence, and creating otherness
- TYPE 2
- Doxing and harassment, and intimidation
- TYPE 3
- Stereotyping, labeling, devaluing, dehumanizing, and demonizing
- TYPE 4
- Discrimination
- TYPE 5
- Incitement, glorification, support, legitimization, and representation of violence
จากการวิเคราะห์ Sentiment หลังการปะทะด้วยอาวุธระหว่างทหารไทยและกัมพูชา พบว่าข้อความเชิงลบเพิ่มสูงขึ้นมากอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 149,476 ข้อความ (ใน Batch 4 พบเพียง 15,638 ข้อความ) เมื่อวิเคราะห์ข้อความกลุ่มนี้ในมิติ Hate Speech พบสัดส่วนของถ้อยคำแห่งความเกลียดชังประเภทที่ 3 มากที่สุด ถึง 56.98% ของข้อความเชิงลบทั้งหมด รองลงมาคือประเภทที่ 1 พบ 30.86% ตามด้วยประเภทที่ 4 11.09% ประเภทที่ 5 0.70% และประเภทที่ 2 0.37% ตามลำดับ
สัดส่วนของ Hate Speech สะท้อนถึงความเข้มข้นทางอารมณ์ของสังคมที่สูงขึ้นจากเหตุปะทะด้วยอาวุธในพื้นที่ เมื่อเปรียบเทียบกับระยะก่อนหน้า (Batch 1-4) ที่ประเภทที่ 1 มักจะถูกพบเป็นรูปแบบหลัก แต่ในระยะนี้กลับพบการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนของประเภทที่ 3 ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าความเกลียดชังในโลกออนไลน์ได้พัฒนาไปจากการเสียดสี ด่าทอ ดูถูก และทำให้เป็นอื่น (ประเภทที่ 1) ไปสู่การโจมตีด้วยการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ (ประเภทที่ 3) นอกจากนี้ยังพบว่ามีการ “ทำให้เป็นอื่น” (othering) ในเชิงสัญลักษณ์และอุดมการณ์มากขึ้น เพื่อสร้างภาพให้ฝ่ายตรงข้ามดูเป็นผู้กระทำที่ไม่มีความชอบธรรม พบการใช้ถ้อยคำ เช่น “ไร้อารยธรรม” “ป่าเถื่อน” หรือการหยิบยกประเด็นทางประวัติศาสตร์ขึ้นมากล่าวอ้างและตอกย้ำภาพ “ความเป็นเหยื่อ” ของฝ่ายตน และเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศประณามอีกฝ่าย
สิ่งที่น่าสังเกตคือ สัดส่วนของประเภทที่ 3 เพิ่มสูงขึ้นพร้อมกับประเภทที่ 4 สะท้อนว่ามีการขีดเส้นแบ่งทางชาติพันธุ์หรือ “ความเป็นชาติ” ควบคู่กันในระยะนี้ด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างกรอบเรื่องเล่าที่แบ่งแยก เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ฝ่ายตนหรือการเรียกร้องให้ตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม
นอกจากนั้น การใช้ถ้อยคำหยาบคายบนโลกออนไลน์ยังคงเป็นการแสดงออกของผู้คนโดยทั่วไปในยามที่เกิดอารมณ์โกรธ กลัว หรือไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา (ประเภทที่ 1) เพื่อมุ่งเป้าโจมตีฝ่ายตรงข้าม แต่ในขณะเดียวกัน แนวโน้มนี้ก็อาจสะท้อนว่าการดูถูกเหยียดหยาม เสียดสี ด่าทอ ได้กลายเป็นเรื่องปกติ กล่าวคือ ถ้อยคำเหล่านี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นการระเบิดอารมณ์เฉพาะช่วงเหตุการณ์อีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาในชีวิตประจำวันเกี่ยวกับความขัดแย้ง
ประเภทที่ 5 แม้พบในสัดส่วนน้อยแต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระยะก่อนหน้า โดยส่วนมากเป็นเนื้อหาที่ให้การยอมรับหรือสนับสนุนความรุนแรงในโลกกายภาพ เช่น “ถอนรากถอนโคนให้สิ้นซาก” หรือเนื้อหาประชดประชันเรียกร้องให้ “ล้างแค้น” “เอาคืน” เป็นต้น
แม้ประเภทที่ 2 จะปรากฏในสัดส่วนต่ำที่สุด แต่มีศักยภาพสูงในการก่อให้เกิดความรุนแรงในโลกจริง โดยเฉพาะภายใต้บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด อารมณ์โกรธและความไม่ไว้วางใจในสังคม การข่มขู่แบบเจาะจง รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล พิกัดที่อยู่ หรือใบหน้าของผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็น “สายลับ” หรือ “ผู้ต้องสงสัย” อาจนำไปสู่การคุกคามและอันตรายต่อความปลอดภัยของบุคคลได้โดยตรง
เมื่อพิจารณาถ้อยคำที่ปรากฏในช่วงนี้ จะพบว่านอกจากการใช้ถ้อยคำที่แสดงความเกลียดชังอย่างโจ่งแจ้งแล้ว ยังมีแนวโน้มของ Hate Speech ที่ลดความตรงไปตรงมา แต่เปลี่ยนไปใช้การสื่อสารที่แนบเนียน (subtle) มากขึ้น เช่น การโพสต์ข้อความพร้อมติดแฮชแท็กที่สื่อถึงการละเมิดข้อตกลงของฝ่ายตรงข้าม การสร้างภาพ “ผู้ถูกกระทำ” ของฝ่ายตน รวมถึงบทสนทนาที่นำเสนอผ่านกรอบความเหนือกว่าทางศีลธรรม (moral superiority) เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกของตนในเวทีโลก ครอบคลุมมาถึงบริบททางการเมืองภายในประเทศ ที่พบถ้อยคำแสดงความเกลียดชังที่มุ่งเป้าโจมตีต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล สะท้อนความไม่พอใจต่อการบริหารจัดการสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งระหว่างประเทศได้กลายเป็นพื้นที่ระบายความไม่พอใจทางการเมืองภายใน และถูกใช้เป็นเครื่องมือในการลดทอนความชอบธรรมของรัฐบาล
นอกจากนี้ยังพบว่า Hate Speech ในช่วงนี้ไม่เพียงแบ่งเขา-เรา เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงการโจมตี กล่าวหาในเชิงอุดมการณ์ ทัศนคติ หรือจุดยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวกับความรุนแรงและสันติภาพ กล่าวคือ ผู้ที่สนับสนุนการเจรจาทางการทูต การหยุดใช้กำลังและการโจมตีด้วยอาวุธ หรือการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบตามหลักมนุษยธรรม จะถูกทำให้เป็น “ฝ่ายตรงข้าม” และตกเป็นเป้าโจมตี เหล่านี้สะท้อนการแผ่ขยายของอารมณ์โกรธและความเกลียดชังบนพื้นที่ดิจิทัล จนชักนำให้กระแสสังคม (ออนไลน์) เห็นด้วยหรือเรียกร้องให้มีการใช้ความรุนแรง
โดยสรุป ภูมิทัศน์ของ Hate Speech หลังการปะทะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเหยียดเชื้อชาติหรือการสร้างภาพศัตรูข้ามพรมแดน แต่ขยายสู่การต่อต้านผู้เห็นต่างทางความคิด โดยเฉพาะผู้ที่สนับสนุนแนวทางสันติภาพหรือความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งการใช้ถ้อยคำเช่นนี้ไม่เพียงเสริมบรรยากาศแห่งความเกลียดชัง แต่ยังบั่นทอนความชอบธรรมของการประนีประนอมและทำให้พื้นที่ของแนวทางสันติวิธี หรือแนวทางที่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรมหดแคบลงอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจเป็นตัวเร่งให้ Hate Speech พัฒนาเป็นเครื่องมือเชิงอุดมการณ์ในสงครามข้อมูลข่าวสาร (information warfare) มากกว่าจะเป็นเพียงการระบายอารมณ์ของปัจเจก